Top 10 Green & Sustainable Architecture : 10 สุดยอดสถาปัตยกรรมเขียว/ยั่งยืน

Top 10 Green & Sustainable Architecture : 10 สุดยอดสถาปัตยกรรมเขียว/ยั่งยืน

เป็นที่รับรู้กันโดยทั่วไปว่า วัตถุประสงค์ในการสร้างสถาปัตยกรรมขึ้นมานั้นก็เพื่อสนองความต้องการของมนุษย์เป็นหลัก หากแต่เมื่อเวลาผ่านไป สังคมมนุษย์ก็ได้พบว่า การสร้างสถาปัตยกรรมโดยคำนึงถึงเพียงแค่ความต้องการของมนุษย์แต่เพียงมิติเดียว โดยละเลยมิติทางด้านอื่นๆ นั้น ได้สร้างให้เกิดปัญหาต่างๆ ตามมามากเพียงใด ทั้งปัญหาต่อสังคมมนุษย์เองและปัญหาต่อสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติ ด้วยเหตุนี้จึงมีความพยายามหาค้นแนวทางใหม่ในการสร้างสถาปัตยกรรม ที่จะไม่สร้างให้เกิดปัญหาอย่างที่แล้วมา หรือบรรเทาปัญหาให้รุนแรงลดลง

การเกิดขึ้นของ “สถาปัตยกรรมเขียว” (Green Architecture) หรือ “สถาปัตยกรรมที่ยั่งยืน” (Sustainable Architecture) ในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมานั้น ถือเป็นหนทางในการตอบโจทย์ของปัญหาดังกล่าว ด้วยการปรับแนวทางในการสร้างสถาปัตยกรรม จากที่แต่เดิมยึดมนุษย์เป็นศูนย์กลางแต่เพียงอย่างเดียว มาเป็นการคำนึงถึงขีดจำกัดของสิ่งแวดล้อมและระบบนิเวศทางธรรมชาติควบคู่กันไป โดยมีเป้าหมายเพื่อให้เกิดความสมดุล (ระหว่างความต้องการของมนุษย์ กับขีดจำกัดของธรรมชาติ) หรืออย่างน้อยก็เข้าใกล้จุดสมดุลมากยิ่งขึ้น

โดยที่ผ่านมานั้น คอลัมน์ Belonging to Nature ได้ยึดมั่นในการนำเสนอสถาปัตยกรรมตามแนวทางของ สถาปัตยกรรมเขียว/ยั่งยืน นี้มาโดยตลอด สำหรับใน B-1 ฉบับนี้ จึงจะขอนำผู้อ่านทุกท่านย้อนกลับไปทำความรู้จักกับเหล่าบรรดาสถาปัตยกรรมเขียว/ยั่งยืน ที่เคยถูกนำเสนอตลอดช่วงระยะเวลา 8 ปีที่ผ่านมา โดยได้ทำการดัดเลือกมาทั้งหมด 10 ชิ้น ซึ่ง 10 สุดยอดสถาปัตยกรรมเขียว/ยั่งยืน เหล่านี้ได้แก่

 

อันดับ 10 : Mapungubwe Interpretation Centre l Peter Rich Architects

สถาปัตยกรรมแอฟริกันร่วมสมัยชิ้นนี้ โดดเด่นทั้งทางด้านรูปทรงซึ่งประยุกต์มาจากสถาปัตยกรรมพื้นถิ่นของชาวพื้นเมือง และการใช้วัสดุท้องถิ่นอย่างเช่น อิฐและหิน มาสร้างเป็นอาคารสำหรับส่งเสริมการท่องเที่ยว ที่ผสานวิถีชีวิตและความต้องการสมัยใหม่ กับภูมิปัญญาการก่อสร้างแบบพื้นถิ่นเข้าไว้ด้วยกัน อาคารรูปทรงโดดเด่นหลังนี้ตั้งอยู่ในเขตพื้นที่ป่า Mapungubwe National Park ทางตอนเหนือของประเทศแอฟริกาใต้ ได้รับการออกแบบโดย Peter Rich Architects นำโดย ปีเตอร์ ริช (Peter Rich) สถาปนิกชาวแอฟริกาใต้ โดยให้คนในพื้นที่มีส่วนร่วมในแทบทุกกระบวนการตั้งแต่การออกแบบไปจนถึงการก่อสร้างจริง ผลงานร่วมสมัยชิ้นนี้ ได้เคยได้รับการนำเสนอในคอลัมน์ Belonging to Nature นิตยสาร B-1 ฉบับที่ 44 ในชื่อตอน Peter Rich Architects : สมานสถาน ผสานขาว-ดำ

http://www.architectural-review.com/Journals/8/Files/2010/5/20/Mapungubw0.jpg

http://www.architectural-review.com/Journals/8/Files/2010/5/20/Mapungubw0.jpg

 

อันดับ 9 :  Gando Primary School l Kéré Architecture

ผลงานที่ออกแบบโดยหนึ่งในสถาปนิกแอฟริกาชั้นแนวหน้าอย่าง ฟรานซิส เคเร่ (Francis Kéré) ชิ้นนี้ ตั้งอยู่ในเขตชนบทอันห่างไกลในหมู่บ้านกานโด ทางตอนกลางของประเทศ บูร์กิน่า ฟาโซ ( Burkina Faso) ซึ่งเป็นบ้านเกิดของเคเร่ ความโดดเด่นของสถาปัตยกรรมชิ้นนี้อยู่ที่วัสดุที่ใช้ในการก่อสร้างล้วนสามารถหาได้ง่าย วัสดุหลักๆนั้นมาจากธรรมชาติซึ่งได้แก่ อิฐที่ทำจากดินอัด ที่สามารถผลิตได้เองโดยช่างภายในท้องถิ่น ภายในอาคารถูกใช้เป็นห้องเรียน ที่มีการออกแบบโดยคำนึงถึงภาวะน่าสบาย  หลังคาสองชั้นที่ช่วยป้องกันความร้อนไม่ให้เข้าสู่ตัวอาคารได้ดี ช่องว่างระหว่างหลังคาซึ่งทำจากสังกะสีและฝ้าเพดานซึ่งทำจากอิฐ ช่วยให้เกิดการถ่ายเทอากาศและอุณหภูมิสู่ภายนอกได้ดี ถือเป็นสถาปัตยกรรมยั่งยืน อันตั้งอยู่บนฐานทรัพยากรและภูมิปัญญาของท้องถิ่น โดยสถาปัตยกรรมชิ้นนี้ เคยได้รับการนำเสนอในคอลัมน์ Belonging to Nature นิตยสาร B-1 ฉบับที่ 46 ในชื่อตอน Francis Kéré Architecture : จาก รากหญ้าสู่ โลกกว้าง

https://upload.wikimedia.org/wikipedia/commons/4/42/Gando-School-Burkina-Faso.JPG

https://upload.wikimedia.org/wikipedia/commons/4/42/Gando-School-Burkina-Faso.JPG

 

อันดับ 8 : A Forest for a Moon Dazzler l Benjamin Garcia Saxe

บ้านหลังเล็กที่แทรกตัวอยู่ท่ามกลางธรรมชาติหลังนี้ ตั้งอยู่บริเวณชายฝั่งตะวันตกของประเทศคอสตาริก้า ได้รับการออกแบบโดย เบนจามิน การ์เซีย เซค (Benjamin Garcia Saxe) สถาปนิกชาวคอสตาริก้า บ้านหลังนี้เองถือเป็นจุดซึ่งเทคโนโลยีสมัยใหม่และภูมิปัญญาท้องถิ่นได้โคจรมาพบกันอย่างถูกที่ถูกเวลา  ด้วยการผสมผสานวัสดุสมัยใหม่อย่างเหล็กเข้ากับวัสดุธรรมชาติอย่างไม้ไผ่และไม้ รวมทั้งผสานเทคโนโลยีการก่อสร้างแบบสมัยใหม่ กับภูมิปัญญาของบ้านในแถบร้อนชื้นได้อย่างแยบยล ผนังท่โปร่งทำให้สามารถรับลมธรรมชาติ ทำให้อากาศถ่ายเทได้ดี ผสานกับการมีหลังคาสองชั้น ช่วยป้องกันความร้อนจากแสงแดด ทำให้เกิดความน่าสบายโดยไม่ต้องใช้เครื่องปรับอากาศ  ถือเป็นตัวอย่างของสถาปัตยกรรมที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของความเป็นจริงที่เรียบง่าย ใช้ทรัพยากรเท่าที่จำเป็นเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด โดยผลงานชิ้นนี้เคยได้รับการนำเสนอใน Belonging to Nature นิตยสาร B-1 ฉบับที่ 47 ในชื่อตอน Benjamin Garcia Saxe : สถาปัตยกรรมโลกที่ 3 บนทางแพร่งที่ 4

http://images.adsttc.com/media/images/5009/17da/28ba/0d27/a700/1773/large_jpg/stringio.jpg?1414383304

http://images.adsttc.com/media/images/5009/17da/28ba/0d27/a700/1773/large_jpg/stringio.jpg?1414383304

 

อันดับ 7 : Sandbag Shelters l Cal-Earth   

อาคารหลังนี้ ได้รับการพัฒนาโดย Cal-Earth (The California Institute of Earth Art and Architecture) องค์กรทางด้านการศึกษาและวิจัยด้านสถาปัตยกรรมจากดิน ซึ่งก่อตั้งโดย เนเดอร์ คาลิลี (Nader Khalili) สถาปนิกชาวอเมริกันเชื้อสายอิหร่าน โดยเทคนิคการก่อสร้างที่พัฒนาขึ้นนี้มีชื่อเรียกเฉพาะว่า “Superadobe” ซึ่งเกิดจากการนำกระสอบพลาสติกทรงยาว มาบรรจุดินหรือทรายไว้ภายใน จากนั้นจึงนำมาขดซ้อนทับกันจนเป็นโครงสร้างโดมขนาดใหญ่ และฉาบผิวภายนอกอาคารด้วยดิน ซึ่งนอกจากจะมีความแข็งแรงแล้ว ดินยังช่วยปรับอุณหภูมิภายในอาคารให้อยู่ในภาวะสมดุล ไม่ร้อนจัดหรือหนาวจนเกินไปตามสภาพแวดล้อมรอบข้าง อาคารลักษณะนี้มักได้รับการนำไปสร้างเป็นที่พักสำหรับผู้ประสบภัยตามท้องถิ่นที่ขาดแคลน เช่น โครงการพัฒนาที่อยู่อาศัยเพื่อผู้ประสบภัยจากสงครามอ่าวเปอร์เซีย (Persian Gulf War) ในประเทศอิหร่าน เป็นต้น ผลงานชิ้นนี้เคยได้รับการนำเสนอใน Belonging to Nature นิตยสาร B-1 ฉบับที่ 42 ในชื่อตอน Cal-Earth : ประดิษฐกรรมจากพื้นปฐพี

http://www.akdn.org/images/programmes/akaa/zoom_akaa9_sandbag_6.jpg

http://www.akdn.org/images/programmes/akaa/zoom_akaa9_sandbag_6.jpg

 

อันดับ 6 : Temporary Dormitories for CDC School l a.gor.a.architects

ผลงานชิ้นนี้เป็น อาคารหอพักชั่วคราวในศูนย์พัฒนาเด็ก (Temporary Dormitories for CDC School) ภายในคลินิกแม่เตา ตัวอาคารสร้างขึ้นจากวัสดุท้องถิ่นที่หาได้ง่ายและราคาถูก ทั้งไม้ในส่วนของโครงสร้างหลัก ไม้ไผ่ในส่วนของผนังและพื้น และใบตองตึงในส่วนของหลังคา ตั้งอยู่บริเวณชายแดนระหว่างประเทศไทย และสหภาพเมียนมาร์ ในเขตอำเภอแม่สอด จังหวัดตาก ได้รับการออกแบบโดย a.gor.a Architects ตัวอาคารมีการใช้ช่างและแรงงานท้องถิ่นในการก่อสร้าง ด้วยระบบการก่อสร้างที่ออกแบบมาเป็นอย่างดี นอกจากนี้ยังมีการออกแบบให้สอดคล้องกับภูมิอากาศโดยใช้วิธีพึ่งพาธรรมชาติ ถือเป็นสถาปัตยกรรมพื้นถิ่นร่วมสมัย ที่มีความกลมกลืนกับบริบทของที่ตั้ง ทั้งบริบททางธรรมชิตและทางวัฒนธรรม โดยผลงานชิ้นนี้เคยได้รับการนำเสนอใน Belonging to Nature นิตยสาร B-1 ฉบับที่ 94 ในชื่อตอน a.gor.a Architects : สถาปัตยกรรม สำหรับทุกคน (และทุกชนชั้น)

http://www.agora-architects.com

http://www.agora-architects.com

 

อันดับ 5 : A House For All Seasons l Rural Urban Framework

บ้านพักอาศัยต้นแบบหลังนี้ ตั้งอยู่ในหมู่บ้านฉีเจีย ในแถบตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศจีน ได้รับการออกแบบโดย Rural Urban Framework (RUF) โดยมีความตั้งใจจะให้บ้านหลังนี้ เป็นต้นแบบของบ้านในชนบทที่สามารถพึ่งตนเองได้ ในออกแบบมีการผสมผสานวิถีชีวิตแบบเกษตรกรรมดั้งเดิมของชนบทจีน ให้เข้ากับความเปลี่ยนแปลงสมัยใหม่ ผังของบ้านประยุกต์มาจากบ้านพื้นเมืองตามชนบทของประเทศจีน ภายในประกอบด้วยพื้นที่ใช้สอยที่หลากหลาย มีพื้นที่เพาะปลูกและเล้ยงสัตว์สำหรับใช้ทำอาหาร และนำของเสียที่ได้จากสัตว์มาหมักเป็นก๊าซชีวภาพ สำหรับใช้ในการหุงต้ม มีระบบเก็บกักน้ำฝนสำหรับใช้อุปโภค-บริโภคได้ตลอดปี วัสดุที่ใช้ก่อสร้างส่วนใหญ่เป็นวัสดุที่หาได้ในละแวกชุมชน ผสมกับวัสดุสมัยใหม่ราคาถูก โดยคำนึงถึงความทนทานในระยะยาว และเป็นวัสดุที่ไม่ต้องการการดูแลรักษามาก ผลงานชิ้นนี้เคยได้รับการนำเสนอใน Belonging to Nature นิตยสาร B-1 ฉบับที่ 88 ในชื่อตอน Rural Urban Framework : ชนบทจีนโฉมใหม่ สไตล์ “Rural Modernism”

http://images.adsttc.com/media/images/5018/c0fe/28ba/0d5d/5d00/07a3/large_jpg/stringio.jpg?1414250598

http://images.adsttc.com/media/images/5018/c0fe/28ba/0d5d/5d00/07a3/large_jpg/stringio.jpg?1414250598

 

อันดับ 4 : Green School l PT Bambu

โรงเรียนสีเขียวแห่งเกาะบาหลี ประเทศอินโดนีเซียแห่งนี้ ได้รับการก่อตั้งโดย จอห์น ฮาร์ดี้ (John Hardy) โดยมีหลักสูตรที่เน้นการเรียนรู้ร่วมกับธรรมชาติ ด้วยระบบการศึกษาแบบ “Education Village Community” ซึ่งเป็นการศึกษาโดยยึดชุมชนและท้องถิ่นเป็นหลัก ตัวอาคารและสิ่งก่อสร้างภายในโรงเรียนจึงสร้างขึ้นจากวัสดุที่ทำจากไม้ไผ่เป็นหลัก เนื่องจากหาได้ง่ายในท้องถิ่น มีกระบวนการผลิตที่ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม และสามารถย่อยสลายได้โดยไม่สร้างมลภาวะให้กับธรรมชาติ โดยในการออกแบบได้บริษัทผู้เชี่ยวชาญทางด้านงานไม้ไผ่อย่าง PT Bambu มาเป็นผู้รับผิดชอบในการสร้างอาคารและสิ่งก่อสร้างทั้งหมด โดยมีอาคารสำคัญเช่น Heart of School อาคารศูนย์กลางโรงเรียนรูปทรงกึ่งฟรีฟอร์ม ซึ่งประกอบขึ้นจากไม้ไผ่กว่า 2,000 ท่อน ผลงานชิ้นนี้เคยได้รับการนำเสนอใน Belonging to Nature นิตยสาร B-1 ฉบับที่ 36 ในชื่อตอน Green School : สถาปัตยกรรมทางเลือก เพื่อการศึกษาทางเลือก

http://www.worldchanging.com/exterior_org%20website.jpg

http://www.worldchanging.com/exterior_org%20website.jpg

 

อันดับ 3 : ZERI Pavilion l Simon Veléz

อาคารแสดงงานหลังนี้ ได้รับการออกแบบสำหรับงานมหกรรม EXPO 2000 ซึ่งจัดขึ้นใน ค.ศ.2000 ณ เมืองฮานโนเวอร์ ประเทศเยอรมนี ความพิเศษของอาคารหลังนี้คือ เป็นอาคารขนาดใหญ่หลังแรกที่สร้างขึ้นโดยมีไม้ไผ่เป็นวัสดุหลัก ได้รับการออกแบบโดย ไซม่อน เวเลซ (Simón Vélez) สถาปนิกชาวโคลัมเบีย ผู้บุกเบิกการใช้ไม้ไผ่ในการสร้างอาคารสมัยใหม่ ตัวอาคารได้รับการออกแบบให้มีใต้ถุนโล่ง มีผังเป็นรูปวงกลม ที่ครอบคลุมพื้นที่ถึง 2,000 ตารางเมตร โครงสร้างเสาทำจากไม้ไผ่ที่นำมาขันน๊อตยึดเข้าด้วยกัน โดยตั้งอยู่บนตอม่อคอนกรีต โครงสร้างหลักทั้งเสา คาน และพื้น ทำจากไม้ไผ่ทั้งหมด ที่ยึดต่อกันในลักษณะเดียวกับโครงถักของอาคารโครงสร้างเหล็ก โดยถือเป็นผลงานชิ้นสำคัญที่ทำให้สถาปนิกได้หันมาสนใจการสร้างสถาปัตยกรรมสมัยใหม่ด้วยไม้ไผ่ จากที่แต่เดิมไม้ไผ่มักถูกมองว่า เป็นวัสดุราคาถูกที่เหมาะกับสถาปัตยกรรมสำหรับคนจนเพียงเท่านั้น ผลงานชิ้นนี้เคยได้รับการนำเสนอใน Belonging to Nature นิตยสาร B-1 ฉบับที่ 90 ในชื่อตอน Simón Vélez : ปรากฏการณ์ สถาปัตยกรรมไม้ไผ่สะเทือนโลก

http://www.greenb.it/images/immagini_padiglione_ZERI/13_ZERI.JPG

http://www.greenb.it/images/immagini_padiglione_ZERI/13_ZERI.JPG

 

อันดับ 2 : METI Handmade School l Anna Heringer & Eike Roswag

สถาปัตยกรรมทำมือชิ้นนี้ ตั้งอยู่ในแถบชนบทของเมืองรูดราเปอร์ (Rudrapur) mk’ตอนเหนือของประเทศบังคลาเทศ หนึ่งในประเทศที่ยากจนติดอันดับต้นๆ ของโลก ออกแบบและดำเนินการก่อสร้างโดย แอนนา เฮอริงเกอร์ (Anna Heringer) และ ไอค์ รอสแวค (Eike Roswag) สองสถาปนิกชาวเยอรมัน ร่วมกับสถาปนิกอาสาอีกหลายคน ตัวอาคารทั้งหมดสร้างขึ้นจากวัสดุท้องถิ่นเช่น ฟาง ดิน และไม้ไผ่ โดยใช้เทคนิคการก่อสร้างจากภูมิปัญญาดั้งเดิมมาประยุกต์ ซึ่งทั้งหมดล้วนแสดงให้เห็นถึงการแก้ปัญหาด้วยวิธีที่เรียบง่ายแต่ลงตัว ง่ายทั้งในขั้นตอนการก่อสร้างและง่ายทั้งในการบำรุงรักษา อาคารนี้ถือเป็นผลผลิตจากการร่วมแรงร่วมใจของคนในชุมชน ทั้งจากนักเรียน ครู ผู้ปกครอง ช่างฝีมือ และแรงงานในท้องถิ่น ทำงานร่วมกับสถาปนิก ถือสถาปัตยกรรมซึ่งตั้งอยู่บนพื้นฐานของการพึ่งพาตนเองในท้องถิ่น โดยผลงานชิ้นนี้เคยได้รับการนำเสนอใน Belonging to Nature นิตยสาร B-1 ฉบับที่ 38 ในชื่อตอน Anna Heringer : ชีวิตเพื่อสถาปัตยกรรม สถาปัตยกรรมเพื่อชีวิต

http://images.adsttc.com/media/images/5008/9545/28ba/0d50/da00/1168/large_jpg/stringio.jpg?1414536260

http://images.adsttc.com/media/images/5008/9545/28ba/0d50/da00/1168/large_jpg/stringio.jpg?1414536260

 

อันดับ 1 : Soe Ker Tie House l TYIN tegnestue Architects

สถาปัตยกรรมเขียว/ยั่งยืนอันดับ 1 ตกเป็นของ Soe Ker Tie House หรือ “บ้านผีเสื้อ” บ้านพักสำหรับค่ายผู้อพยพในเขตจังหวัดตาก บริเวณแนวตะเข็บชายแดนระหว่างประเทศไทยกับสหภาพเมียนมาร์ ออกแบบและดำเนินการสร้างโดย TYIN Tegnestue ทีมสถาปนิกอาสาชาวนอร์เวย์ ทางผู้ออกแบบมีความมุ่งหวังที่จะให้สถาปัตยกรรมชิ้นน้ มีส่วนช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของของผู้คนให้ดียิ่งขึ้น โดยได้ สร้างเป็นอาคารไม้จำนวน 6 หลัง วัสดุหลักที่นำมาใช้คือ ไม้เนื้อแข็งสำหรับทำโครงสร้าง ซึ่งสามารถหาได้ในแถบละแวกนี้ ผนังภายนอกทำมาจากไม้ไผ่สานทำให้อากาศสามารถถ่ายเทได้ดี หลังคามุงด้วยสังกะสีที่มีความทนทาน ซึ่งจากรูปทรงหลังคาที่คล้ายปีกผีเสื้อนี้เอง จึงเป็นที่มาของชื่อ บ้านผีเสื้อ โดยอาคารทั้ง 6 หลังจะทำการก่อสร้างโดยแรงงานในพื้นที่ทั้งหมด ผลงานชิ้นนี้เคยได้รับการนำเสนอใน Belonging to Nature นิตยสาร B-1 ฉบับที่ 30 ในชื่อตอน TYIN Tegnestue : หินยานแห่งสถาปัตยกรรมสีเขียว

http://images.adsttc.com/media/images/55f6/ecc7/adbc/01b9/0100/01fb/large_jpg/soe-ker-tie-house-noh-bo-tak-thailand-6.jpg?1442245806

http://images.adsttc.com/media/images/55f6/ecc7/adbc/01b9/0100/01fb/large_jpg/soe-ker-tie-house-noh-bo-tak-thailand-6.jpg?1442245806

Comments

comments