Interview : D2D ประตูจากเศษไม้สนมีตา

Interview : D2D ประตูจากเศษไม้สนมีตา

ประตูไม้สนจากเศษไม้มีตา แบรนด์ D2D ถือเป็นอีกเคสหนึ่ง ที่ผมได้เก็บเป็นข้อมูลเพื่อมาใช้ทำวิทยานิพนธ์ระดับปริญญาเอก หลังจากได้คุยกับ คุณสมเกียรติ ปางโสภณ หรือ พี่สมเกียรติ ผู้ริเริ่มพัฒนา ยิ่งได้แนวคิดและประเด็นที่น่าสนใจ จึงนำมาลงเผยแพร่ไว้ เผื่อใครที่สนใจจะทำงานลักษณะนี้ จะได้มีแรงบันดาลใจ

อยากให้ช่วยเล่าที่มาของแรงบันดาลใจของการนำเศษไม้สนมาทำประตูครับ

ไอดอลของผมก็คือ อาจารย์สิงห์ อินทรชูโต เรื่องของการนำเศษวัสดุมาใช้อย่างสมเหตุสมผล อย่างมีคุณค่า ไอดอลอีกคนของผมก็คือ คุณตัน โออิชิ (อิชิตัน) แกประสบความสำเร็จแล้วแกมองต่างมุม ผมเลยนำอาจารย์สิงห์กับคุณตันมาผสมรวมกัน แล้วก็คิดที่จะทำประตู ทีนี้ในท้องตลาดส่วนใหญ่ประตูจะเหมือนๆ กันใช้ไม้ประเภทเดียวกัน แล้วก็เป็นไม้ที่อยู่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ก็เป็นไม้ที่โตช้าซะเป็นส่วนใหญ่ ก็เลยมานั่งคิดว่าเราจะออกนอกกรอบยังไงที่จะหาแหล่งซอร์สใหม่ ที่มันมีการบริหารจัดการอย่างเป็นระบบแล้วก็มีอยู่ตลอดเวลา ผมก็เลยไปนั่งศึกษาดู ปรากฏว่าเราเห็นในต่างประเทศ เอาต้นสนมาทำบ้าน โครงสร้างบ้าน ทำหลายๆ อย่างเกี่ยวกับงานไม้ บ้านล็อคโฮม เราก็น่าจะนำมาทำประตูได้ ก็เลยศึกษาด้วยตัวเองแล้วก็ลองทำ

แล้วก่อนหน้านั้นทำธุรกิจอะไรอยู่ก่อนครับ?

ไม้สนนี่ ผมเป็นคนแรกเลยที่เอาเข้ามาทำประตูไม้นะครับ เพราะอาชีพผมคือทำประตูไม้ แต่ก่อนหน้านี้มีคนเอามาทำลังพาเลซ ทำอุตสาหกรรมต่างๆ มี เป็นเฟอร์นิเจอร์มี แต่ผมเอามาสร้างประตู เมื่อสัก 10 ปีที่แล้ว ตอนนั้นชื่อบริษัท แอล อี ฮวด จำกัด เป็นบริษัทของรุ่นคุณพ่อมา ทำร่วมกับพี่ชาย ต่อมาตอนนั้นเราเป็นคนคิดเอาประตูไม้สนเข้ามา ช่วงแรกๆ ก็ถูกแอนตี้ หนึ่งเสียหายเยอะ สองมีตาไม้เยอะ

คือจะมีตามากกว่าไม้ชนิดอื่น?

ไม้สนจะมีตาอยู่แล้ว ทุกๆ 10-20 ซม. มันจะมีตา ธรรมชาติไม้สนจะต้องมีตา ถ้าไม่มีตานี่แพงมาก ผมก็เลยคิดออกนอกกรอบแล้วก็หาแหล่งซอร์สใหม่ คือพยายามผลักดันมันขึ้นมา ก็ทำเป็นประตูไม้สนแล้วก็ โชคดีตอนนั้นเรากำลังเข้าสู่ช่วงเปลี่ยนจากที่เดิมจะขายตามร้านค้าต่างจังหวัด ไปสู่ห้างโมเดิร์นเทรด แล้วมันก็เริ่มเติบโตขึ้นมาเรื่อยๆ ด้วยความเป็นไม้สน แล้วเมื่อผ่านมาฝันเราก็มีอีก วันหนึ่งเราเลยบอกพี่ชายว่าจะออกมาสานฝันของเราเองดีกว่า ที่มันมากกว่านั้นขึ้นไปหน่อย ก็เลยเป็นที่มาเมื่อสองปีที่แล้ว เมื่อปี 56 เรามาสร้างโรงงานที่นี่ ชื่อบริษัท ดีทูดี เดคอร์ จำกัด มาสานฝันเหมือนเดิม ความคิดยังเหมือนเดิมอยู่ไม่เปลี่ยนแปลงคือทำไม้สน ทีนี้มันแตกต่างจากอดีตเพิ่มมากขึ้นก็คือว่า ความกล้าที่เรากล้าที่จะเอาประตูไม้สนที่มีตาออกมาจำหน่ายเป็นการสวนกระแสกับผู้บริโภคในอดีต

20150813_110407

แล้วตอนที่ทำนี่เกี่ยวกับว่ามีปัญหาขยะเหลือเยอะด้วยไหมครับ อยากจะจัดการขยะอะไรแบบนั้น?

ตอนนั้นยังไม่คิด เอาแค่ว่าเอาไม้ส่วนที่มีตาออกไปขายได้ก่อน ยังไม่ได้คิดถึงอาจารย์ (สิงห์ อินทรชูโต) เลย อาจารย์สิงห์ค่อยมาทีหลัง

แล้วใช้เวลาพัฒนาอยู่นานมั๊ยครับ จากที่เริ่มคิดจนกระทั่งมาเป็นตัวต้นแบบ?

ไม่นาน ตัด ไส เจาะ แต่ง แล้วก็ผลิตออกมาเป็นประตูขายเลย ขายในปีนั้นเลย

แล้วนอกจากโมเดิร์นเทรดได้ใช้ช่องทางไหนในการขายอีกบ้างครับ?

ในอดีตก็มีช่องทางของร้านค้าดีลเลอร์ ร้านค้าต่างจังหวัด ซึ่งเหนื่อยมาก ร้านค้านี่แอนตี้เลยแหละ ได้เป็นบางร้าน บางร้านก็ไม่ยอมรับ ถึงปัจจุบันก็ยังเป็นอย่างนั้นอยู่นะ ร้านค้ายังไม่ยอมรับ ไม่เอาเข้าขาย แต่ห้างโมเดิร์นเทรดโฮมโปรมี 80 กว่าสาขา โกลบอลเฮ้าส์มีอีก 30 กว่าสาขา พวกนี้เป็นคนรุ่นใหม่ เขายอมรับ แล้วก็เผยแพร่ให้ผมได้ลงแสดงสินค้า ทีนี้คนที่ตัดสินใจก็คือผู้บริโภคหลายๆ อายุ หลายๆ กลุ่ม คนหนุ่มสาวที่เข้ามาตกแต่งบ้านตัวเองแล้วเห็นสไตล์ เขาชอบ เหมือนในหนังทีวี เห็นไหมว่าค่านิยมมันเปลี่ยนไป มันถูกเปิดทางนี้มา

แล้วได้ไปออกแสดงตามงานบ้างหรือเปล่าครับ?

ก็มีงานบ้านและสวนทุกๆ ปี งานสถาปนิก แล้วก็งานเอ็กซ์โปต่างๆ ของห้างที่เขาเชิญไปออก เช่นโฮมโปร อะไรแบบนี้ ก็ได้คนที่ชอบแนวใหม่ๆ หรือผู้รับเหมาที่ชอบสไตล์ไม้สนเพราะไม้สนมันสามารถทำสีได้หลากหลายกว่า มันเป็นไม้สีอ่อนมันเลยทำสีได้หลากหลาย

ตอนที่ทำนี่ได้เล็งเห็นตลาดไว้ก่อนมั๊ยครับ ว่าจะต้องเจาะกลุ่มนี้เป็นหลัก?

บอกตรงๆ ตอนนั้นก็คิดไม่ถึง ก็ความกล้าและอยากลอง แต่อันนี้ผมมั่นใจผมลงเดี่ยวๆ เลย ใช้ไม้สนอย่างเดียวเลย ถ้าถามว่าประสบความสำเร็จไหม มันก็ไม่ร้อยเปอร์เซ็นต์แต่มันก็ดีขึ้นเรื่อยๆ ใช้เวลา นี่ขนาดสิบปีแล้วนะ

20150813_111636

แล้วอย่างตอนนี้ถือว่าลูกค้ารับได้ไหมครับกับประตูตาไม้?

ก็ยังไม่ร้อยเปอร์เซ็นต์นะก็ยังเป็น 50-60 เปอร์เซ็นต์อยู่ ก็ดีขึ้นเยอะครับ แต่ปัจจุบันนี่วัตถุดิบมันเริ่มมีการพัฒนา  กลุ่มหนึ่งก็จะไปใช้พวกสังเคราะห์เยอะ ที่เขากลัวพวกปลวกมอดอะไรแบบนี้ เขาก็จะหนีไปในช่องแมททีเรียลที่เป็นสังเคราะห์ แต่เรายังเลิฟเวอร์เกี่ยวกับไม้ เราก็ต้องสร้างไม้ให้มันเกิดประโยชน์สูงสุด

แล้วได้คิดถึงเรื่องสิ่งแวดล้อมบ้างมั๊ยครับ ประมาณว่าทำแล้วช่วยลดปัญหาสิ่งแวดล้อมอะไรอย่างงี้?

มาเริ่มคิดได้ 2-3 มาปีนี้เอง ตอนแรกยังไม่ได้คิดถึงตรงนั้นมากมายนัก ยังไม่ชัดเจน เอาแค่ว่าเอามันขายออกไปให้ได้ก่อน แต่ความคิดนี้มันมีอยู่ในใจมานานแล้วแต่มันไม่สามารถที่จะกล้าที่จะทำออกมาได้ พอขึ้นมาอยู่ในแบรนด์ D2D เนี่ย ผมต้องมานั่งคิดแล้วว่าผมจะต้องทำยังไงให้มันออกนอกกรอบอีกครั้งหนึ่ง ที่มันแตกต่างจากพี่ชายตรงไหน แล้วดึงจุดเด่นมันมาได้ยังไง เพราะต่างคนต่างนำสินค้าจากที่เดียวกันมาจำหน่าย เราก็ต้องใช้ทั้งการผลิตและการตลาดควบคู่กันไปเลย ต่อไม้สิ ไม้ที่กองอยู่เต็มไปหมดเลย มันเป็นเงินทั้งนั้นเลย เพื่อลดต้นทุน แล้วก็ใช้ไม้อย่างสมเหตุสมผล

ในการผลิตประตูตาไม้นี่ ต้องใช้ทักษะใหม่หรือว่าลงเครื่องจักรใหม่มั๊ยครับ? มันก็คือทักษะที่มีอยู่เดิมเพียงแต่ว่าต่อมากขึ้นเท่านั้นเองใช่ไหมครับ คือการทำงานเราจะต้องละเอียดขึ้น ต้องมีการคัด จัด แบ่ง งานเพิ่มมากขึ้น แหล่งซอร์สมากขึ้น ขั้นตอนมากขึ้นอีกเยอะเลย แต่ยังไม่ถึงขนาดลงเครื่องจักรใหม่ เรายังทำแบบแมนน่วลอยู่ หมดแล้วเติมค่อยๆ เก็บ เก็บวันละนิดวันละหน่อย เก็บแบบใช้อย่างคุ้มค่า เก็บไปเรื่อยๆ

20150813_111649

แล้วในการต่อไม้ มีอุปสรรคบ้างมั๊ยครับ เช่นต่อแล้วมันไม่แข็งแรงหรือมันใช้ไม่ได้อะไรแบบนี้?

โชคดีว่าประสบการณ์พวกเรามีมานานแล้ว เรื่องอย่างนี้เป็นเรื่องอดีต พวกโรงงานเฟอร์นิเจอร์ต่างๆ เขาก็ต่อมาตั้งเป็น 10-20 ปีแล้ว แต่ว่ายังไม่มีใครกล้ามาต่อทำเป็นประตูขึ้นมา ถึงจะมีประตูแต่เขาเรียกว่าปิดผิว เขาเรียก เอนจีเนียร์ ดอร์ คือเอาวีเนียร์มาปิดรอยต่อ แต่คราวนี้เรากล้า คือลาสติกไง โชว์ความเป็นธรรมชาติของไม้ แบค ทู เนเจอร์ ไง กลับมาสัมผัสความเป็นไม้ดีไหม คิดนอกกรอบมันถึงจะมีกำลังใจ แล้วอีกอย่างโชคดีที่ผมมีช่องทางการจำหน่ายมากกว่า ผมก็เลยเริ่มพัฒนาแล้วก็ปัจจุบันผมก็เริ่มพัฒนา ถึงจะเป็นอีโค่ แต่ก็เป็นอีโค่ที่เป็นสไตล์โมเดิร์นแล้ว หนีมาให้คนรุ่นใหม่ได้เห็นแล้วว่าไม้พวกนี้มันสามารถต่อเป็นสไตล์โมเดิร์นได้นะ แต่มันมีการต่อไม้ แต่เราบอกเราช่วยโลกใบนี้นะ ช่วยสิ่งแวดล้อมนะ

เอาคำว่า อีโค่ มาเป็นจุดขายเลย?

ใช่ๆ ผมคิดตั้งนานว่าเอาไงดี ผมก็ไม่มั่นใจว่าอีโค่ใช้ได้ไหม คำพูดนี้ แต่เมื่อศึกษาถามอาจารย์ผู้รู้ กูรูแล้ว เขาบอกใช้ได้ คุณใช้ไม้อย่างสมเหตุสมผล Eco Pine – Pine ก็สน เราใช้ไม้สนอย่างสมเหตุสมผล อย่างมีคุณค่า อันนี้คือจุดหนึ่งแล้วไม่มีใครทำตรงนี้ด้วย ก็พัฒนาเป็น Eco Pine ขึ้นมามาจำหน่าย แล้วมันก็ค่อยๆ พัฒนาไปเรื่อยๆ

20150813_111722

เท่าที่ดูนี่ เหมือนมีการเอาเรื่องดีไซน์เข้ามาจับด้วย ตรงนี้มีที่มายังไงครับ?

เราคิดว่าต่อไปคนรุ่นเก่าก็จะเริ่มๆ สลายไป คนรุ่นใหม่จะเริ่มเข้ามาแทนที่ แล้วทุกวันนี้คอนโด อพาร์ทเม้นต์ บ้านเล็กๆ อะไรต่างๆ เกิดขึ้นเยอะแยะเป็นดอกเห็ด คนรุ่นใหม่ค่อยๆ เริ่มเติบโต เราก็คิดว่าโลกมันเปลี่ยนไป เราก็ต้องพัฒนาประตูดีไซน์ให้มันเปลี่ยนไปด้วย ไม่จำเจ กี่สิบปีก็อยู่แค่ไอ้ลูกฟักแกะสลักแค่นั้นไม่พอ เราต้องพัฒนาเอาพวกโลหะ กระจก หลายๆ อย่างมา ที่มันเป็นอีโค่นะ เอามาประดับใส่เข้าไปให้มันเกิดมูลค่าเพิ่มด้วย แล้วเรื่องดีไซน์เราก็มาร์เก็ตติ้ง รีเสิร์ช เราก็ต้องเทสต์ดูว่ามันโดนมั้ย ถ้าโดนเราก็ทำขึ้นมาเยอะหน่อย

ตอนมาร์เก็ตติ้ง รีเสิร์ชนี่ใช้วิธีทำยังไงครับ?

เราออกแบบเสร็จแล้ว เราให้ทีมงานเราดูกันก่อน ด้วยธีมพวกนี้ไม่ยาก เราดูพวกเรากันเองที่เป็นคนรุ่นใหม่ ดูกันเสร็จปุ๊บเราก็ลองขอทางบายเออร์ลองเทสต์ดูสัก 4-5 สาขา แล้วเราลองตั้งดู ลองเทสต์ดูว่าตัวเลขมันมามั้ย เป็นที่นิยมมั้ย หาตัวไหนเป็นที่นิยม เราก็เอาตัวนั้นน่ะ คือเราโชคดี เรามีห้างเป็นตัวเทสต์ได้ เราก็ดูว่าลูกค้าชอบดีไซน์แบบนี้มั้ย แต่ปัจจุบันโมเดิร์นมันยังเป็นอยู่แค่ 30% ยังเป็นแบบคลาสสิคอยู่ประมาณ 70% แต่ผมก็พยายามจะผลักให้มันเป็น 40-50% ขึ้นมาให้ได้เรื่อยๆ อันนี้คือสิ่งที่ผมจะต้องสู้ด้วยนะรื่องดีไซน์ ใครบอกว่าดีไซน์แปลกๆ แล้วมันจะขายได่้เลย มันก็เป็นคนกลุ่มเล็กๆ อยู่นะ แต่อนาคตจะเป็นกลุ่มใหญ่ๆ ค่อยๆ ดันขึ้นมาสิ อะไรก็แล้วแต่ผมมักจะนำ ถ้าไม่นำแล้วใครจะนำล่ะ เราก็ต้องกล้านำไปก่อน

แล้วอย่างตอนนี้วัตถุดิบในการเอามาทำประตูตาไม้มันพอมั๊ยครับ?

เหลือเฟือครับ มีเรื่อยๆ เลย แต่ด้วยสภาวะเศรษฐกิจตอนนี้มันทรงๆ ผมก็ยังไม่ได้หวือหวา ก็ไม่ได้คึกคักขายจนระเบิดระเบ้อ ก็ค่อยๆ  หมดแล้วก็เติมไปเรื่อยๆ ก็เงียบบ้างดีบ้าง ด้วยสภาวะตลาดในห้าง

20150813_112319

อยากให้คนทั่วไปนึกถึง D2D ในแง่ไหนครับ?

ให้แบรนด์ D2D เนี่ยเป็นที่รู้จัก Dare to dream “ฝันให้ไกลไปให้ถึง” นึกถึงประตูอีโค่ ให้นึกถึงแบรนด์ผม แล้วแบบใหม่ๆ ที่เป็นโมเดิร์นสมัยใหม่ให้นึกถึงแบบผม แล้วปัจจุบันในห้างโมเดิร์นเทรดเช่น โฮมโปร อะไรพวกนี้ทุกๆ สาขาที่เป็นผู้จัดการเมเนจ ที่ผมดีลด้วย เขาก็บอกว่าของคุณเป็นแนวโมเดิร์นนะ คือคิดอะไรไม่ออก คิดถึงดีทูดี จะเป็นประตูแนวโมเดิร์น

สำหรับคนที่อยากจะทำสินค้าแนวอีโค่แล้วให้ขายได้ ในมุมมองของพี่สมเกียรติอะไรเคล็ดลับของความสำเร็จ?

ใจ ต้องมีจิตใจที่มุ่งมั่นกับมัน ความอดทน ต้องอดทน ต้องใช้เวลา แล้วคิดให้เป็นว่าซอร์สซิ่งที่เอามานี่ต้องใช้ให้ได้หมดจากต้นน้ำ กลางน้ำ ปลายน้ำ ต้องใช้ให้ได้หมด ต้องเหลือน้อยที่สุด สุดท้ายการสร้างแบรนด์เป็นเรื่องสำคัญ ต้องสร้างแบรนด์ ไม่มีอะไรได้มาง่ายๆ นะครับ ทุกอย่างต้องลงทุน ก็เอาพอเพียงแค่ไหนแค่นั้น ที่เหมาะกับตัวเอง แต่ละคนไม่เหมือนกัน ทำให้ดีที่สุด แล้วอยู่อย่างมีความสุข

20150813_125156

 

Comments

comments