ชีวิตหนุกหนานของ จารย์ถาปัด # 15 : งานพอกหางหมู

ชีวิตหนุกหนานของ จารย์ถาปัด # 15 : งานพอกหางหมู

เรื่องสั้นชุดนี้ ได้แรงบันดาลใจมาจากเหตุการณ์จริงบางส่วน ตัวละครทุกตัว และสถานที่ที่ปรากฏในเรื่อง เป็นเพียงจินตนาการของผู้เขียน “แมลงภู่” ในเรื่อง เป็นคนละคนกับ “แมลงภู่” ตัวจริง

015

ตอนที่ 15 : งานพอกหางหมู

ทุกครั้งที่เวลาล่วงเลยมาถึงช่วงใกล้ปิดเทอม ความรู้สึกของอาจารย์อย่างผมคือ

หนึ่ง – เย่ จะได้ปิดเทอมแล้ว ทั้งๆ ที่ก็รู้ว่า คงไม่ได้หยุดเท่าไหร่หรอก เพราะก็ต้องเจอกับมหกรรมประชุม แบบคอมโบ้เซ็ท แต่ก็ยังพอมีวันที่ได้หยุดบ้าง ก็ยังดี

ความรู้สึกแรกนี้จะมีแค่ชั่ววูบเดียว และหลังจากนั้น

สอง – เชี่ย ตายล่ะหว่า งานยังตรวจไม่เสร็จเลยเนี่ย เหลืออีกบานเลย จะต้องส่งคะแนนแล้วด้วยสิ เอาไงดีๆ โอย เครียด

แล้วความรู้สึกที่สอง ก็จะตามหลอกตามหลอนไปอีกพักใหญ่ๆ จนกว่าจะสะสางงานทั้งหมดเรียบร้อย

 

ลองมานึกย้อนถึงคำที่ผมและอาจารย์ทั้งหลายก็เคยตำหนิเกี่ยวกับการทำงานของนักศึกษาไว้

               “เวลาให้ทำงานก็มีตั้งเยอะ ก็ไม่ยอมทำ มาทำเอาตอนสองสามวันสุดท้าย”

               “ทำไมไม่วางแผนการทำงานให้ดี?”

               “พวกนี้มันชอบผลัดวันประกันพรุ่ง”

ปรากฏว่า แม่งเข้าตัวทุกดอกเลยว่ะ ถึงตรงนี้รู้สึกสะอึกเล็กน้อย

แต่ใครไม่มาเป็นอาจารย์อย่างผมก็คงไม่เข้าใจหรอก เพราะความจริงผมเองก็ไม่ได้อยากจะหมักหมมงานสักเท่าไหร่ (หรอ?) ก็อยากจะรีบๆ ตรวจให้มันเสร็จๆ ไป แต่ด้วยภารกิจอื่นๆ ที่ได้รับมอบหมายก็ดี ด้วยความขี้เกียจส่วนตัวก็ดี (น่าน ยอมรับแล้วใช่มั๊ยว่ามึงขี้เกียจ) ประกอบกับเห็นว่า ยังมีเวลาอีกเยอะ ทำให้ตรงนี้หย่อนยานไปบ้าง ก็อย่างว่าแหละ เป็นธรรมชาติของคน ที่เวลาไม่มีอะไรมากดดัน ก็มันไม่กระตือรือร้น ทำตัวชิวๆ พอช่วงที่ยังมีเวลาตรวจเยอะๆ ก็มักจะคิดว่า

               “เอาน่า เวลาอีกตั้งเยอะ เดี๋ยวค่อยมาตรวจก็ได้”

พอมีงานใหม่เข้ามาก็

               “เอาน่า แค่นี้จิ๊บๆ เดี๋ยวตรวจแป๊ปเดียวก็เสร็จ”

งานใหม่เข้ามาอีก

               “เอาน่าๆๆๆ…”

มัวแต่ เอาน่าๆ มารู้ตัวอีกที งานแม่งกองท่วมหัว จนแทบจะล้มทับกูแล้วเนี่ย

ความจริงแล้วอาการดินพอกหางหมูแบบนี้ ไม่ได้มีแค่กับผมคนเดียว (แน่ะ หาพวกเชียวนะ) แต่เป็นกับอาจารย์ส่วนใหญ่ในคณะ โดยเฉพาะคนที่สอนวิชาออกแบบ เพราะวิชานี้จะให้งานเยอะมาก และทุกงานเป็นงานเดี่ยว ไม่มีงานกลุ่ม จึงคิดเป็นปริมาณงานที่เยอะเอาเรื่องอยู่ และยิ่งในชั้นปีสูงๆ งานยิ่งซับซ้อน จึงใช้เวลาตรวจค่อนข้างนาน นี่ยังไม่นับคนที่สอนหลายวิชา มีงานนู้นงานนี้ งานกระจุกกระจิกเต็มไปหมด (ตอนให้งานก็ขยันให้ ไม่ได้คิดถึงตอนตรวจกันเล๊ย)

โต๊ะของอาจารย์พวกนี้จะสังเกตได้ง่ายๆ คือ จะมีงานต่างๆ ทั้งแบบก่อสร้าง โมเดล รายงาน แผ่นกระดาษอะไรอีกเยอะแยะ วางสุมกองเต็มโต๊ะไปหมด จนบนโต๊ะแทบไม่มีที่จะวางของ อย่าว่าแต่ที่วางของเลย บางทีลามมายันทางเดิน หรือบางทีก็ลามไปยันโต๊ะอาจารย์คนอื่น สภาพห้องพักอาจารย์ตอนช่วงสิ้นเทอม จึงแทบจะเหมือนกองซากอะไรสักอย่าง ที่อาจารย์คนอื่นหากไม่มีธุระจำเป็นจริงๆ ก็คงไม่ย่างกรายเข้ามา เพราะไม่แน่ใจว่าในนี้จะมีสัตว์มีพิษโผล่ออกมาฉกกัดหรือเปล่า ดีไม่ดีอาจมีมิจฉาชีพแอบอยู่ในนี้ ถ้าไม่ระวังตัวอาจโดนฉุดเข้าไปทำมิดีมิร้ายเอาได้

ทางคณะเองก็พยายามจะแก้ปัญหาทัศนะอุจาดนี้ ด้วยเห็นว่าเป็นภาพลักษณ์ที่ไม่ดี แขกไปใครมาเค้าอาจคิดได้ว่าคณะนี้มันไม่มีระเบียบ (ซึ่งก็จริง) โดยวิธีการแก้ปัญหาของคณะก็คือ หาห้องไว้ให้อาจารย์เก็บงาน ซึ่งก็ดูเมคเซนส์ดี น่าจะแก้ปัญหานี้ได้ ถ้า…ห้องที่จัดให้นั้นไม่ดันอยู่ถึงชั้น 8 แถมตึกคณะก็ไม่มีลิฟท์ เวลาจะไปตรวจงานแต่ละที แม่งเหนื่อยอย่างกับขึ้นภูกระดึง สุดท้ายแล้ว ข้อเสนอนี้ก็ไม่ได้รับการตอบสนอง อาจารย์ก็ยังคงกองงานกันไว้ที่โต๊ะกันเหมือนเดิม

 

หลังจากวิชาทั้งหลายได้ทยอยปิดคอร์สลง เนื่องจากใกล้สิ้นเทอม ในช่วงนี้เอง มหกรรมสังคายนางานครั้งใหญ่ก็ได้เริ่มต้นขึ้น

ผมพาตัวเองมานั่งอยู่หน้ากองงานที่ต้องตรวจ ที่ตอนนี้กองสูงเป็นเจดีย์ภูเขาทอง ใช้เวลาตั้งสตินิดหน่อย พร้อมกับนึกในใจ “นี่กูเผลอให้งานไปเยอะขนาดนี้เลยหรอวะเนี่ย” และเมื่อพิจารณาดีๆ ผมก็พบว่า งานที่ผมต้องรับผิดชอบตรวจให้เสร็จ (ในเวลาอันจำกัด) นั้น มันมีอยู่ด้วยกันหลากหลายประเภทมาก

 

[ โปรเจคใหญ่ ]

ถือเป็นงานหลัก ที่คิดเป็นอัตราส่วนประมาณ 35 เปอร์เซ็นต์ หรือ 1 ใน 3 ของงานที่จะต้องตรวจทั้งหมด สาเหตุที่โปรเจคใหญ่มีปริมาณเยอะก็เนื่องมาจาก เป็นงานเดี่ยว 1 คน ต่อ 1 ชิ้น นักศึกษาหนึ่งชั้นปีมีประมาณ 30 คน ก็ 30 ชิ้น ความจริงแล้วใน 1 เทอมจะมีโปรเจคใหญ่ 2 ชิ้น แต่โปรเจคแรกนั้นจะส่วนมากจะตรวจเสร็จไปตั้งแต่ครึ่งเทอมแรก จึงเหลือโปรเจคให้ตรวจเฉพาะโปรเจคครึ่งเทอมหลัง นั่นคือต่อ 1 วิชา ถ้าใครสอนวิชาออกแบบหลายตัว ก็เอาจำนวนวิชาคูณเข้าไปอีก

การตรวจโปรเจคใหญ่นั้น ถือได้ว่าหนักหนาสาหัสมาก เพราะมีส่วนที่ต้องให้คะแนนเยอะ ทั้งคะแนนการออกแบบ ความสวยงามของการนำเสนอ โมเดล คะแนนตรวจแบบร่าง การพรีเซนต์หน้าชั้น ความสมบูรณ์ของงานโดยภาพรวม ยิบย่อยไปหมด ซึ่งทั้งหมดนี้ต้องตรวจอย่างละเอียดจะมั่วไม่ได้เลย เพราะทุกคะแนนที่ให้ต้องสามารถตอบนักศึกษาได้ว่าทำไม เพราะนักศึกษามักจะขี้สงสัย

               “จารย์ ทำไมงานผมก็ส่งเท่าเพื่อน แถมลงสีสวยกว่า ทำไมผมได้คะแนนน้อย?”

                “จารย์ ตอนหนูพรีเซนต์หนูก็ตอบคำถามได้หมด ทำไมคะแนนพรีเซนต์หนูน้อย?”

                “จารย์ ผมส่งทัน แต่ทำไมคะแนนผมได้น้อยกว่าไอ้xxx ที่มันมาสาย?”

                “จารย์ หนูได้ 20.5 เพื่อนได้ 21 หนูอยากรู้ว่า 0.5 มันต่างกันยังไง?”

เพื่อป้องกันการดราม่าที่อาจเกิดขึ้นได้ ในการตรวจงานจึงต้องมีเกณฑ์การตรวจที่ชัดเจน พร้อมกับเกณฑ์การให้คะแนน เพราะถ้านักศึกษาเกิดสงสัยทีละคนสองคนก็คงไม่มีปัญหา แต่มันก็เคยมีเหมือนกันที่นักศึกษาต่างพร้อมใจสงสัยในคะแนนทีเดียวครึ่งห้อง แล้วยกพวกบุกมารุมอาจารย์ที่โต๊ะ ถ้าไม่มีเหตุผลที่น่าเชื่อถือพอ นักศึกษาพวกนี้อาจไม่ยอม แล้วอาจเป็นเรื่องราวใหญ่โตได้ และที่สำคัญ ต้องเก็บใบคะแนนนั้นติดตัวไว้ตลอด อย่าเผลอทิ้งเด็ดขาด แม้จะผ่านช่วงคิดเกรดมาแล้ว เพราะวันดีคืนดี นักศึกษาที่รักบางคนก็เกิดสงสัยขึ้นมาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย มาขอดูคะแนนย้อนหลัง ซึ่งถ้าไม่มีให้ดู ก็อาจเป็นเรื่องใหญ่ได้เช่นกัน

 

[ โปรเจคย่อย ]

นอกจากโปรเจคที่เป็นงานออกแบบชิ้นใหญ่แล้ว คะแนนอีกส่วนจะมาจากโปรเจคย่อยๆ ซึ่งคิดเป็นอัตราส่วนประมาณ 20 เปอร์เซ็นต์ ของงานทั้งหมด โปรเจคย่อย มักเรียกกันอย่างติดปากว่า “สเก็ตช์ดีไซน์” ซึ่งหมายถึง งานออกแบบที่ไม่ซับซ้อนมาก เป็นโจทย์สนุกๆ ที่เน้นให้นักศึกษาโชว์ไอเดีย และการพรีเซนต์งาน ไม่เน้นเรื่องความเป็นไปได้มากนัก ส่วนใหญ่งานที่ต้องส่งก็เป็นกระดาษวาดเขียน 1 แผ่น หรือบางทีอาจมีงานโมเดลขนาดเล็กๆ ด้วย โดยใน 1 เทอมจะมีงานสเก็ตช์ดีไซน์ทั้งหมด 4-6 ชิ้น ซึ่งเป็นงานเดี่ยวทั้งหมด ก็ถือว่าเยอะเอาเรื่องอยู่

ปัญหาของการตรวจงานสเก็ตช์ดีไซน์ก็จะคล้ายๆ กับ โปรเจคใหญ่คือ เกณฑ์การให้คะแนนต้องชัดเจน แต่จะว่าไป งานประเภทนี้ก็ตรวจง่ายกว่าที่คิด เพราะ

  • บางคนก็ส่งไม่ครบ (หายไปส่วนหนึ่ง)
  • ที่ส่งครบแล้วไม่เสร็จก็เยอะ (หายไปอีกส่วน)
  • ไอ้ที่เสร็จก็มักเผามา (หายไปอีกส่วนหนึ่ง)

สรุปแล้ว เหลือไอ้ที่เสร็จสมบูรณ์จริงๆ อยู่น้อยมาก ไม่น่าจะเกิน 1 ใน 4 งานกลุ่มนี้เลยตรวจได้เร็วหน่อย แต่มันก็จะมีปัญหาบ้างเหมือนกัน ประเภททำมาสมบูรณทุกอย่าง แต่ดันลืมเขียนชื่อ (มันน่านัก) เอาล่ะสิ ทีนี้เอาไง จะให้กูนั่งทางในเอาหรือไงว่าใครส่งมา หรือจะต้องพิสูจน์ลายนิ้วมือ

ถ้าเจอเหตุการณ์แบบนี้ ส่วนใหญ่ผมจะเอาไปโพสหาเจ้าของในเฟสบุ๊ค ซึ่งส่วนใหญ่ก็จะมาแสดงตัวกัน แต่ก็มีบ้างเหมือนกันที่บางงานหาคนทำไม่ได้ ก็เลยไม่มีใครได้คะแนน เพราะไม่รู้จะให้ใคร แต่เรื่องราวก็ดราม่าจนได้ เมื่อเจ้าของงานได้มาแสดงตัว หลังจากวันที่ตัดเกรดไปแล้ว และดูท่าทางมันจะโทษว่าผมผิดซะด้วย ก็ต้องเรียกมาเคลียร์ สุดท้ายก็ไม่รู้จะทำยังไง เพราะตัดเกรดไปแล้ว เจ้าของงานก็ต้องยอมรับสิ่งที่เกิดจากความบกพร่องของตัวเอง และพยายามอย่าลืมอีกคราวหน้า

 

[ รายงาน ]

เป็นงานหลักอีกประเภทที่ต้องตรวจ อัตราส่วนประมาณ 20 เปอร์เซ็นต์ สาเหตุที่รายงานมีปริมาณเยอะก็เนื่องมาจาก สามารถให้ได้ในทุกวิชา และแทบทุกวิชาจะต้องมีรายงาน บางวิชาอาจมีรายงานถึง 3-4 ชิ้น แล้วแต่ความต้องการของอาจารย์ผู้สอน

ข้อดีของรายงานคือ อาจเป็นได้ทั้งงานเดี่ยวหรืองานกลุ่ม ถ้าเป็นงานกลุ่มก็สบายหน่อย ผมเองก็มักให้รายงานเป็นกลุ่ม เพื่อฝึกการทำงานร่วมกันด้วย และเพื่อให้ตรวจง่ายด้วย (แต่อย่างหลังดูจะมีน้ำหนักมากกว่า) แต่การให้งานเป็นกลุ่ม ก็มีเรื่องให้ต้องกลุ้มตามมา

               “อาจารย์ขา เพื่อนคนนี้มันไม่ช่วยงานเลย ทำไง?”

               “จารย์ ผมจะตัดชื่อไอ้ xxx ออกจากกลุ่ม”

                “จารย์ครับ ขอทำเดี่ยวได้มั๊ยครับ?”

ถือเป็นปัญหาคลาสสิคของการทำงานเป็นกลุ่มในทุกวงการ ถ้าเจอเหตุการณ์ประมาณนี้ ผมก็จะบอกไปว่า “ไปแก้ปัญหากันเอาเอง ที่ให้ทำงานกลุ่มเพราะจะฝึกให้แก้ปัญหา” เป็นอันจบไป

พอมาดูกันที่เนื้อหา เล่นเอาลมแทบใส่เช่นกัน เพราะมีทุกรูปแบบที่ไม่อยากเจอ ทั้งลอกกัน / ก๊อปมาจากกูเกิ้ล / ใส่มาแต่รูป 10 กว่าหน้า ตัวหนังสือ 5 บรรทัด / พิมพ์ตัวหนังสือขนาด 24 ตัวหนา / ช่องว่างบรรทัดห่างๆ / ฯลฯ ทุกกลเม็ดเด็ดพราวต่างถูกงัดเอามาใช้ เพื่อให้ได้รายงานหนาๆ แต่ข้างในแสนจะกลวง

ผมเองก็พยายามจะแก้ปัญหาพวกนี้ โดยเฉพาะเรื่องการลอกกัน ผมเลยออกกฎให้ทำรายงานที่เขียนด้วยลายมือทั้งหมด อย่างน้อยถ้ามันจะก๊อปก็ให้ได้ผ่านตาผ่านมือบ้างก็ยังดี แต่พอให้เขียนเป็นลายมือ ก็ต้องเสียเวลาอีกเป็นเท่าตัว เนื่องจากต้องมาคอยนั่งแกะลายมือ ที่ยึกยือราวกับอักขระโบราณ จนบางทีก็รู้สึกเหมือนตัวเองเป็นนักโบราณคดี กำลังแกะศิลาจารึกอยู่ กว่าจะตรวจเสร็จแต่ละที เล่นเอามึน

 

[ ข้อสอบ ]

เป็นงานที่มีอัตราส่วนประมาณ 15 เปอร์เซ็นต์ของงานทั้งหมด งานตรวจข้อสอบนั้นจะหนักหรือไม่ ขึ้นอยู่กับการวางแผนตั้งแต่ตอนออกข้อสอบ ว่าจะเป็นข้อสอบประเภทไหน ซึ่งแต่ละประเภทก็จะมีคุณสมบัติต่างกัน

  • ข้อสอบช้อยส์ ก็จะออกข้อสอบยากหน่อย แต่ตรวจง่าย แถมช่วงหลังมีเทคโนโลยีตรวจด้วยคอมพิวเตอร์ก็ยิ่งสบาย
  • ข้อสอบเติมคำ ออกข้อสอบง่ายกว่าช้อยส์ แต่ตรวจยากกว่า
  • ข้อสอบบรรยาย อันนี้ออกข้อสอบโคตรง่าย แต่ตรวจโคตรยาก

สำหรับผมแล้ว ผมจะบอกนักศึกษาไว้อย่างชัดเจนตั้งแต่แรกแล้วว่า ทุกวิชาที่ผมสอนผมจะออกเป็นข้อสอบแบบบรรยายทั้งหมด ไม่ต้องเสียเวลาเก็งกันให้วุ่นวาย เพราะผมเชื่อว่าข้อสอบบรรยาย เป็นการประมวลความรู้ที่นักศึกษาได้เรียนมาทั้งเทอมได้ดีที่สุด และที่สำคัญ มันลอกกันไม่ได้ ซึ่งตอนออกข้อสอบนั้นง่ายมาก ใช้เวลาเพียงไม่กี่สิบนาที จะมาวุ่นวายอีกทีก็ตอนตรวจนี่แหละ

ปัญหาเรื่องอักขระลายมือ ยังคงเป็นปัญหาใหญ่ที่ต้องเจอ ไม่ต่างจากตอนตรวจรายงาน ซึ่งผมก็มักแก้ปัญหาด้วยการ ออกข้อสอบบางข้อให้เป็นการสเก๊ตช์รูป ช่วยลดปัญหาเรื่องลายมือลงได้

อีกปัญหาที่ต้องเจอตามมาคือ เนื้อหาที่ตอบ บางทีอ่านแล้วก็สงสัยว่า มึงอ่านโจทย์กันป่าวเนี่ย? กลับไปดูโจทย์อีกที เออ กูก็เขียนชัดเจนแล้วนี่หว่า แล้วทำไมตอบกันมาเหมือนคนละเรื่อง ประมาณว่า ข้อสอบถาม A แต่ดันไม่ได้อ่าน อ่าน B มา พวกนี้มันก็จะมักแถ เอาเนื้อหา B มาตอบในข้อสอบ A ถ้าเจอแบบนี้จะไม่ให้คะแนนเลยก็ดูจะใจร้ายไปสักหน่อย อุตส่าห์โม้มายืดยาว ก็ให้ไปนิดหน่อย ค่าน้ำหมึกล้วนๆ

หลายคนมาแบบมินิมอล ประเภท Less is More น้อยคือมาก (แต่พอตอบจริง น้อยก็คือน้อย) ประเภทตอบน้อยๆ ไม่กี่บรรทัด หรือบางทีมาไม่กี่ประโยค ถ้าขั้นแอ๊ดว๊านซ์สูงสุด ไม่ตอบเลยก็มี ส่งมาแบบว่างๆ เหมือนจะเป็นปรัชญาหรือปริศนาธรรมอะไรสักอย่าง ถ้าเจอแนวนี้มาผมจะโคตรชอบ ตรวจง่ายมาก แต่ข้อเสียก็คือ ถ้าจะช่วย มันก็ไม่มีที่ให้คะแนนได้เลย ก็พี่เล่นเขียนมาซะน้อยขนาดนี้

ข้อดีอีกอย่างของข้อสอบบรรยายคือ โจทย์สามารถออกแบบได้กว้างมาก ซึ่งอาจารย์บางคนได้นำข้อได้เปรียบตรงนี้ มาใช้ให้เป็นเป็นประโยชน์

ครั้งหนึ่ง ขณะที่ผมกำลังนั่งตรวจข้อสอบและโปรเจคอยู่อย่างร้อนรน เพราะจะต้องส่งคะแนนทั้งหมดในอีกไม่กี่วัน อ.ชวิน (นามสมมุติ) อาจารย์รุ่นใหม่ไฟแรง เดินผ่านมาด้วยท่าทางสบายใจ

               อ.ภู่ : ชวิน เอ็งตรวจข้อสอบเสร็จแล้วหรอวะ?

               อ.ชวิน : เสร็จแล้วฮะพี่ (ทำท่ายิ้มสบายใจ)

               อ.ภู่ : เฮ๊ย! ทำไมเร็วจังวะ แล้วโปรเจคล่ะ?

               อ.ชวิน : เสร็จเรียบร้อยเหมือนกันพี่

               อ.ภู่ : เป็นไปได้ไงวะ? เมื่อวานยังเห็นกองอยู่พอๆ กับของกูเลย

               อ.ชวิน : อ๋อ พอดีผมตรวจโปรเจคไม่ทันล่ะพี่ ผมเลยออกข้อสอบไป ให้นักศึกษาบรรยายมาว่า โปรเจคที่ผ่านมาทำอะไรไป เท่านี้ ผมก็ตรวจทั้งข้อสอบและโปรเจคได้ในครั้งเดียวเลย

เชี่ย เจ๋งโคตร!! ตอนนั้นรู้สึกเจ็บใจมากว่า ทำไมกูคิดไม่ได้อย่างงี้มั่งวะ?

แต่ก็ต้องขอขอบคุณ อ.ชวิน มากๆ ที่ช่วยแนะนำไอเดียดีๆ หลังจากนี้เวลาตรวจงานไม่ทันอีก ผมรู้แล้วล่ะว่าจะต้องทำยังไง หุ หุ หุ

 

[ งานจุกจิก ]

งานพวกนี้มีไม่มากนัก คิดเป็นอัตราส่วนแค่เพียง 10 เปอร์เซ็นต์ ส่วนใหญ่งานพวกนี้จะมาจาก งานที่ให้โดยไม่ได้มีการวางแผนล่วงหน้า ไม่ว่าจะเป็นการสอบเฉพาะกิจ เช่น วันไหนเด็กมันเข้าเรียนกันน้อยๆ หรือโดดไปรับน้องกันเยอะ ผมก็จะแกล้งสอบมันซะเลย หรือเวลาพาไปดูงานแล้วไม่ตั้งใจ ก็จะให้ทำรายงานส่ง คือตอนให้ก็ให้เอามัน กะจะดัดนิสัยนักศึกษา ไปๆ มาๆ กลับเข้าตัว ต้องมานั่งตรวจกันหลังขดหลังแข็ง คราวหน้าคงต้องเพลาๆ ลงบ้างแล้วล่ะ

 

หลังจากเคลียร์งานคั่งค้างจนเสร็จสิ้น ก็รู้สึกโล่งเหมือนยกเทือกเขาหิมาลัยออกจากอก

แม้จะเอาตัวรอดมาจนได้ แต่มันก็เปลืองพลังงานเป็นอย่างมาก ตอนนั้นก็ได้แต่นึกในใจ “กูเข็ดแล้ว ไม่เอาแบบนี้อีกแล้ว” หลังจากนั้นจึงตั้งปณิธานด้วยความมุ่งมั่น พร้อมกับตั้งเป็นสเตตัสโพสลงเฟสบุ๊ค

               “เทอมหน้ากูจะไม่หมักงานอีกแล้ว”

มีคนมากดไลค์หลายร้อยคน

เวลาผ่านไปจนถึงช่วงท้ายเทอมถัดมา เหตุการณ์ต่อจากนั้น…

กลับไปอ่านตั้งแต่บรรทัดแรกของบทนี้ใหม่อีกครั้ง

 

Comments

comments