ชีวิตหนุกหนานของ จารย์ถาปัด # 16 : Wind of Change

ชีวิตหนุกหนานของ จารย์ถาปัด # 16 : Wind of Change

เรื่องสั้นชุดนี้ ได้แรงบันดาลใจมาจากเหตุการณ์จริงบางส่วน ตัวละครทุกตัว และสถานที่ที่ปรากฏในเรื่อง เป็นเพียงจินตนาการของผู้เขียน “แมลงภู่” ในเรื่อง เป็นคนละคนกับ “แมลงภู่” ตัวจริง

016

ตอนที่ 16 : Wind of Change

ก่อนอื่นต้องขอออกตัวไว้ก่อนว่า เนื้อหาในบทนี้ ไม่มีความเกี่ยวข้องกับ เพลง Wind Of Change ของวง Scorpions แมงป่องผยองเดช แต่อย่างใด (เอาซะรู้อายุเลย) ส่วนสาเหตุที่ผมตั้งชื่อตอนเป็นเช่นนี้ นั่นก็เพราะ ตอนนี้ผมจะเล่าเรื่องเกี่ยวกับ “ความเปลี่ยนแปลง” ที่เกิดขึ้น ภายในคณะของผมนับตั้งแต่ที่ผมได้อยู่มา

ความเปลี่ยนแปลงนั้นถือเป็นสิ่งที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ ไม่ว่าใครก็ต้องประสบพบเจอกันทั้งนั้น (จะเข้าโหมดปรัชญาทำไม?) เอาเป็นว่า ไม่เว้นแม้แต่ในคณะแห่งนี้ ที่ต้องพบกับความเปลี่ยนแปลงอยู่หลายต่อหลายครั้ง มีทั้งการเปลี่ยนแปลงในระดับเล็กๆ ในเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ไปจนถึงการเปลี่ยนแปลงระดับใหญ่ ที่ส่งผลกระทบต่อคนเป็นจำนวนมาก และไอ้เจ้าความเปลี่ยนแปลงนี้เอง ที่เป็นตัวการชักนำเรื่องราวมากมายมาสู่คณะแห่งนี้

 

ความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่มาเยือนพวกเราครั้งแรก เมื่อตอนที่คณะเราได้ประกาศเอกราช แยกตัวจากคณะวิศวะมาตั้งตนเป็นใหญ่ (นี่กูกำลังอยู่ในหนังเรื่อง The Patriot ป่าวเนี่ย) หลังจากนั้นก็นำมาซึ่งการตั้งคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ขึ้นอย่างเป็นทางการ โดยมีผมเป็นหนึ่งในอาจารย์รุ่นแรก ในชื่อคณะนี้ (ถึงตรงนี้ มีแอบภูมิใจเล็กน้อย)

สิ่งหนึ่งที่ตามมาจากความเปลี่ยนแปลงครั้งนี้คือ การสร้างตึกคณะหลังใหม่ เนื่องจากพอตั้งเป็นคณะของตัวเองแล้ว ต้องรับนักศึกษาเพิ่มขึ้น ตึกหลังเก่าที่ค่อนข้างคับแคบจึงไม่เพียงพอ ซึ่งก็ดูเป็นเหตุเป็นผลกันดี หากแต่บางคนก็ไม่คิดเช่นนั้น

การสร้างตึกใหม่นั้น เป็นเสมือนสัญลักษณ์ของการสถาปนาอำนาจของกลุ่มขั้วอำนาจใหม่ ที่แสนจะทรงพลังและอิมแพคเป็นอย่างยิ่ง ประมาณเดียวกับพอเปลี่ยนแผ่นดิน ก็ย้ายเมืองหลวง ซึ่งสำหรับขั้วอำนาจเก่าแล้วหากยอมให้ย้าย ก็ไม่ต่างจากการยอมให้ขุดรากถอนโคนฐานอำนาจของตนเอง แม้การย้ายตึกนั้น มันจะมีเหตุผลด้านการใช้งานรองรับด้วยตัวของมันเองแล้วก็ตาม แต่ ณ จุดนี้ เหตุผลใช้อะไรไม่ได้หรอก อารมณ์ล้วนๆ โดยเฉพาะในหมู่ขั้วอำนาจเก่า

ก่อนหน้ากำหนดการณ์ย้ายตึกประมาณสัก 1 เทอม ก็เริ่มมีเสียงบ่นว่า ไม่อยากย้ายตึก อยากอยู่ตึกเดิม เริ่มมีการปล่อยข่าวดิสเครดิตต่างๆ นานา เช่น ตึกใหม่ไม่ดีอย่างงั้น ไม่ดีอย่างงี้ ย้ายไปแล้วเราจะเสียตัวตน เสียจิตวิญญาณความเป็นสถาปัตย์ของเรา บลาๆๆๆ สรุปแล้วคือ พวกกูจะไม่ย้าย มีไรมะ?

“มี” (คณบดีฝากบอกมา)

เมื่อเริ่มเห็นเค้ารางของความไม่สงบ มีหรือคณบดีเจ้าของอภิมหาโปรเจคย้ายเมืองหลวงครั้งนี้จะอยู่เฉย จึงเรียกประชุมนักศึกษาทุกชั้นปี พร้อมกับอาจารย์ทุกคน เพื่อชี้แจงทั้ง ที่มา ที่ไป รวมทั้งเหตุผลต่างๆ ของมหกรรมย้ายตึกในครั้งนี้ ระหว่างบรรยายก็ไม่มีอะไรมาก แต่พอจะจบเท่านั้นแหละ ก็ได้เวลางัดเอาอาวุธเด็ดที่เตรียมมาอย่างดีออกมาโชว์

“ผมขอจบการประชุมในครั้งนี้ด้วยรูปนี้ครับ” ว่าแล้วก็เปิดสไลด์

http://www.win10themes.com/dinosaur-wallpapers.htm

http://www.win10themes.com/dinosaur-wallpapers.htm

“ตามธรรมชาติอะไรที่ไม่รู้จักปรับตัวก็จะต้องสูญพันธุ์ไปเหมือนไดโนเสาร์พวกนี้ เพราะฉะนั้น ถ้าเราไม่อยากสูญพันธุ์ ก็ต้องรู้จักปรับตัว และรับมือกับความเปลี่ยนแปลงให้ได้”

จากนั้นจึงปิดประชุม ถือเป็นการ “เชือดนิ่มๆ” ส่งท้าย ที่บาดลึกไปถึงขั้วหัวใจของฝ่ายที่ต่อต้าน โชคดีที่อาจารย์ฝ่ายขั้วอำนาจเก่าไม่ได้เข้าร่วมประชุมในครั้งนี้ด้วย ไม่งั้นคงต้องมีการกระอักเลือดกันบ้างล่ะ

หลังจากเหตุการณ์ในครั้งนั้น เรื่องของการต่อต้านก็เริ่มซาลงไป ซึ่งสาเหตุหนึ่งก็เป็นเพราะติดช่วงปิดเทอมใหญ่พอดี ทางคณะไม่รอช้า รีบชิงจังหวะที่กำลังได้เปรียบ ขนข้าวขนของย้ายไปยังตึกใหม่ (โดยใช้อาจารย์ขน) และพอเปิดเทอมใหม่ ทางคณะก็ได้ย้ายมาอยู่ที่ตึกใหม่โดยสวัสดิภาพ (เย่…)

 

เมื่อเข้ามาอยู่ตึกใหม่ สิ่งแรกที่สามารถสัมผัสได้อย่างเป็นรูปธรรมคือ ความใหญ่โต โอ่อ่า และทันสมัย แตกต่างจากตึกหลังเดิมที่มีขนาดเล็ก คล้ายอาคารโรงเรียนตามต่างจังหวัดสมัยสัก 20 ปีก่อน (แต่ก็คลาสสิคดี)

ความเปลี่ยนแปลงด้านสถานที่นั้นเป็นเพียงแค่โครงการนำร่องเท่านั้น เพราะหลังจากนั้นไม่นาน ความเปลี่ยนแปลงด้านต่างๆ ก็ค่อยๆ ทยอยตามมาทีละนิดทีละหน่อย จนมารู้ตัวอีกที โอ้ว! นี่เราเปลี่ยนกันไปเยอะขนาดนี้เชียวหรือนี่

สิ่งแรกที่เริ่มเปลี่ยนแปลงตามมาหลังจากตึกก็คือ สีและโลโก้คณะ อันนี้การเมืองล้วนๆ เรียกได้ว่าเปลี่ยนแค่สถานที่ยังไม่พอ เมื่อได้โอกาสต้องทำลายสัญลักษณ์ทางการเมืองของขั้วอำนาจเก่าให้สิ้นซาก เลยจัดการเปลี่ยนทั้งโลโก้ ทั้งสีประจำคณะ แบบถอนรากถอนโคน เหมือนอวตารมาอยู่ในร่างใหม่ ซึ่งแน่นอนว่า สร้างความเจ็บจี๊ดๆ ให้กับนักศึกษาที่สนับสนุนฝ่ายขั้วอำนาจเก่าเป็นอย่างมาก หลังจากนั้น โลโก้และสีประจำคณะเดิม กลายเป็นเหมือนสัญลักษณ์ของความขบถ แสดงอาการแข็งขืน ไม่ยอมรับกฎกติกาที่ตั้งขึ้นโดยกลุ่มขั้วอำนาจใหม่

หลังจากยกเครื่องทั้งโลโก้และสีคณะได้ไม่นาน ก็ถึงคิวของเรื่องใหญ่อย่างเรื่องของการแต่งตัว เดิมทีนั้น ด้วยความที่เป็นมหาวิทยาลัยที่พัฒนามาจากสายช่าง นักศึกษาส่วนใหญ่จึงมักนิยมแต่งตัวด้วย “เสื้อชอป” ให้ลุคแบบเด็กช่างกลเอามากๆ ซึ่งทางคณะเองก็มีแผนที่จะล้างภาพนี้เสียใหม่ แต่ไอ้ครั้งจะห้ามใส่เสื้อชอปมาเรียนเลย ก็ดูจะหักดิบไปหน่อย ทางคณะเลยออกกุศโลบายด้วยการ ออกแบบเสื้อชอปแบบใหม่ ที่ดูแล้วทันสมัย สไตล์โมเดิร์น ใส่แล้วเท่อย่างกะนักร้องเค-ป๊อป (เหมือนที่สมัยหนึ่ง โรงเรียนมัธยมแทบทุกโรงเรียนต่างเจอปัญหานักเรียนไม่สะพายเป้โรงเรียน แต่หันไปสะพานเป้แฟชั่น บางโรงเรียนก็คิดหาวิธีแก้ปัญหาแบบคิดนอกกรอบ คือแทนที่จะห้ามปราม ตักเตือน หรือทำโทษ แต่ใช้วิธีทำกระเป๋าโรงเรียนให้เป็นกระเป๋าสไตล์แฟชั่น อันนี้เป็นกรณีศึกษาที่คลาสสิคมากๆ)

ตัดกลับมาที่เรื่องเสื้อชอป จากแนวคิดที่ฟังดู (เหมือนจะ) ดี แต่พอเห็นแบบที่ทางคณะดีไซน์ออกมานี่สิ แทบกุมขมับ เพราะมันช่างละม้ายคล้ายช่างซ่อมแอร์ หรือช่างซ่อมรถตามโชว์รูมมากๆ คือไม่ได้ดูถูกพี่ๆ เหล่านี้นะครับ อย่าเข้าใจผิด คือพวกพี่ใส่ก็เท่ในแบบของพวกพี่ แต่พอมันมาอยู่ในเครื่องแบบนักศึกษาแล้ว มันขัดแย้งกันอย่างรุนแรง

มีอยู่ครั้งหนึ่ง ที่แอร์ของคณะเสีย เจ้าหน้าที่เลยเรียกช่างมาซ่อม จังหวะเดียวกับที่ช่างกำลังเดินมา นักศึกษาคนหนึ่งที่ใส่ยูนิฟอร์มใหม่ได้เดินเข้ามาพอดี ทุกคนเห็นภาพนั้นแล้วจึงลงความเห็นกันว่า “เออ เหมือนจริงๆ ว่ะ” แถมยังมีมือดีแอบถ่ายรูปช๊อตนี้ไปโพสในโลกโซเชียล หลังจากนั้นก็ไม่เห็นว่ามีนักศึกษาคนไหนกล้าใส่ชุดนี้มาอีกเลย ชุดนี้ก็มีอันต้องสูญพันธุ์ไปตามระเบียบ

ถัดมาเป็นเรื่องของชุดนักศึกษากันบ้าง เดิมทีนักศึกษาที่นี่ก็จะเน้นใส่ชุดแนวเซอร์ๆ ดิบๆ ซึ่งความเซอร์ในที่นี้นั้นสามารถนิยามได้กว้าง ทั้ง เสื้อไม่ได้รีด กางเกงไม่ได้ซัก ผมไม่ตัด หนวดไม่โกน หน้าไม่ล้าง น้ำไม่อาบ ฟันไม่แปรง จนหลังๆ ชักไม่แน่ใจ ว่าอะไรคือเส้นแบ่งระหว่างความเซอร์กับความโสโครก

เมื่อเห็นนักศึกษาช่างมีสภาพคล้ายกับโยคีผู้บำเพ็ญเพียรเข้าไปทุกทีๆ ทางคณะจึงถือโอกาสที่ย้ายตึก สร้างภาพลักษณ์ใหม่ให้กับนักศึกษาที่นี่เสียใหม่ ด้วยนโยบาย “จัดระเบียบชุดนักศึกษา” โดยการบังคับให้แต่งชุดนักศึกษาตามมาตรฐานของมหาวิทยาลัย มีการขึ้นคัทเอ้าท์ประชาสัมพันธ์กันซะใหญ่โต พร้อมกำชับอาจารย์ทุกคนว่า เวลาเช็คชื่อ ถ้านักศึกษาแต่งตัวไม่เรียบร้อยสามารถเช็คขาดได้เลย

เมื่อถูกบังคับ นักศึกษาส่วนหนึ่งก็ยอมทำตามอย่างว่าง่าย ส่วนใหญ่จะเป็นพวกปีต้นๆ ในขณะที่นักศึกษาอีกส่วนแม้จะยอม แต่ก็มีแอบขบถเล็กน้อย เช่น ห้ามใส่กางเกงยีนส์ฟอกสี มันก็ใส่สีธรรมดามา แต่ทรงนี่โคตรเดฟ (เพราะคณะห้ามแค่ฟอกสี ไม่ได้ห้ามทรง ถือเป็นช่องโหว่ทางกฎหมาย) บางทีก็รัดอวัยวะบางส่วนซะจนแอบกังวลแทนว่าจะมีปัญหาด้านการสืบพันธุ์ในอนาคต ฝั่งนักศึกษาหญิงก็ไม่เบา บางคนก็จะใส่เสื้อตัวโคร่งๆ ที่ตัดจากผ้าดิบ คู่กับกระโปรงสั้นๆ ดูสวยแบบแปลกๆ ท่อนล่างเป็นแบบนักศึกษามหาวิทยาลัยเอกชน ท่อนบนเหมือนเด็กสายอาชีวะขโมยเสื้อป้ามาใส่ เรียกได้ว่า ทำทุกอย่างให้แตกต่างจากที่กฎได้ว่าเอาไว้ ใครฝืนได้มาก ถือว่าเจ๋ง

แรกๆ ด้วยความเป็นอาจารย์ ผมนึกตำหนิเด็กพวกนี้ว่า “ทำไมวะ กับกฎระเบียบแค่นี้ ทำไมมันยังทำกันไม่ได้ แล้วชีวิตนี้มันจะไปทำอะไรกิน (วะ)?” หลังจากนั้นพอถอดหัวโขนของอาจารย์ออก ลองมานึกย้อนถึงตัวเองดู ก็พบว่า เออ สมัยอายุเท่าพวกมัน กูก็เคยเป็นอย่างงี้นี่หว่า เผลอๆ จะหนักกว่าด้วย แล้วอย่าว่าแต่สมัยก่อนเลย ตอนนี้เดี๋ยวนี้ ณ ขณะที่กำลังเป็นอาจารย์อยู่นี้ กูก็เป็น เวลามหาวิทยาลัยสั่งให้ใส่ชุดโน้นชุดนี้ กูก็ต้องหาทางเลี่ยงทุกที (อ่านรายละเอียดได้ในตอน ชุดไหนดี?)

การจัดระเบียบไม่ได้อยู่แค่ในเรื่องของเครื่องแบบเท่านั้น เพราะต่อมาทางคณะได้ออกนโยบายประหนึ่งการ “จัดระเบียบสังคม” โดยเข้มงวดในเรื่องต่างๆ ที่ครอบคลุมการใช้ชีวิตของนักศึกษาทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็น ห้ามสูบบุหรี่ โดยจะจัดที่สูบไว้ให้เฉพาะ ใครสูบแล้วถูกจับได้ โดนปรับ 2,000 หรือห้ามจอดรถหรือมอเตอร์ไซค์หน้าคณะ เพราะไม่เรียบร้อย ใครฝ่าฝืนโดนล๊อคล้อ เป็นต้น

การถูกเข้มงวดจากคณะมากเกินไป ได้ทำให้นักศึกษามีการต่อต้าน เพราะรู้สึกเหมือนถูกบีบบังคับ ทางแกนนำนักศึกษาฝั่งที่ต่อต้านการย้ายคณะ จากที่เคยเงียบไปพักใหญ่ เริ่มกลับเข้ามาอีกครั้ง และใช้จังหวะที่ผู้บริหารชุดใหม่เริ่มเพลี่ยงพล้ำก่อการครั้งสำคัญ ปลุกปั่นหวังให้เกิดการชุมนุมใหญ่ แต่สุดท้ายแม้กระแสม๊อบจะจุดไม่ติด แต่ก็ทำให้ผู้บริหารจากขั้วอำนาจใหม่ต้องกลับมาทบทวนนโยบายกันอีกครั้ง หลังจากนั้นกฎเกณฑ์ต่างๆ จึงได้ผ่อนคลายลง ไม่เข้มงวดจนเกินไป การใช้ชีวิตในตึกใหม่ก็ดำเนินไปได้ด้วยดีตามลำดับ

 

การย้ายตึกใหม่ ไม่ได้สร้างผลกระทบกระเทือนกับเฉพาะนักศึกษาเท่านั้น เพราะอาจารย์เองก็ได้รับผลกระทบนี้อย่างถ้วนทั่วเช่นกัน

สิ่งแรกที่สร้างความหนักใจให้อาจารย์หลายๆ คน (โดยเฉพาะผม) มากที่สุดคือ ในอาคารใหม่นั้นยังก่อสร้างไม่เรียบร้อย มีส่วนที่ติดแอร์เพียงแค่ส่วนของสำนักงานคณะ ซึ่งเป็นโถงขนาดใหญ่ อาจารย์ทุกคน (ราว 30 คน) จึงถูกจัดให้มานั่งรวมกันในโถงนี้ เป็นเหมือนห้องพักชั่วคราว แตกต่างจากที่ตึกเก่าที่ห้องพักอาจารย์จะแยกเป็นห้องย่อยๆ ตามแต่ละสาขา อารมณ์น่าจะเหมือนกับคนไข้ที่เคยพักอยู่ห้องพิเศษ แต่ต้องถูกจับมานอนในห้องรวม

สำหรับผมแล้ว การนำทุกคนมาอยู่รวมกันเช่นนี้ สร้างปัญหาให้ผมเป็นอย่างมาก เนื่องจากในสมัยก่อนที่อยู่ตึกเก่า ผมมักจะแอบหลับตอนกลางวัน ในช่วงที่ไม่มีสอนอยู่ประจำ ซึ่งในตอนนั้นสามารถทำได้ เพราะอยู่ในห้องเล็ก แต่พอย้ายมาห้องใหญ่ ทุกสายตาสาดส่องตลอดเวลา ผมก็ไม่สามารถแอบหลับได้อีกต่อไป บางทีต้องใช้วิธีเนียนๆ นั่งสัปหงกไป ปรับตัวอยู่นานจกกว่าจะชินและไม่ต้องนอนกลางวัน

อีกปัญหาคือ ปกติการจัดโต๊ะในห้องพักเก่า ทุกคนจะหันหลังพิงฝาผนัง และหันหน้ามาที่กลางห้อง แต่ในห้องพักรวมนี้เป็นห้องโล่งๆ ไม่มีฝาผนัง ทุกคนสามารถเดินได้รอบโต๊ะที่เรานั่งได้ ทำให้เกิดอาการ “ระแวงหลัง” เป็นอย่างมาก จะแอบเปิดหนังดูก็ทำไม่ได้ จะแอบเอางานอื่นมาทำก็ไม่ได้ ระแวงว่าคนอื่นจะเห็น

นอกจากนี้ ปัญหาสำคัญที่สุดคือ อาคารใหม่สูงเกือบ 10 ชั้นแห่งนี้ ไม่มีลิฟท์! เนื่องจากทางผู้ใหญ่บอกว่า งบก่อสร้างถูกแบ่งออกเป็นสองงวด งวดแรกตัวอาคาร งวดที่สองแอร์และลิฟท์ถึงจะตามมา ระหว่างนี้ก็ “ใช้ๆ กันไปก่อน” (เค้าว่าอย่างงั้น) ช่วงนี้อาจารย์ที่คณะรู้สึกจะสุขภาพดีมาก คือนอกจากจะได้ออกกำลังกายโดยการขึ้น-ลงบันได วันๆ หนึ่งคิดเป็นระยะทางหลายร้อยเมตรแล้ว การสอนในห้องก็เป็นเหมือนกับการอบซาวน่าไปด้วยในตัว ช่วงนั้นทั้งอาจารย์และนักศึกษารู้สึกจะหุ่นดี ฟิตแอนด์เฟิร์มกันเป็นพิเศษ

และเมื่อนักศึกษาโดนจัดระเบียบไปแล้ว มีหรือว่าอาจารย์อย่างพวกผมจะไม่โดน โดยเฉพาะเรื่องการเซ็นชื่อ โดยที่ผ่านมาทางคณะจะเก็บใบเซ็นชื่อเดือนละครั้ง เวลาเซ็นก็เซ็นทีละ 30 วัน ถือเป็นข้อดีเพียงอย่างเดียวของที่นี่ ที่อาจารย์จากมหาวิทยาลัยอื่นอิจฉา ผมเคยทำสถิติเอาไว้คือ ไม่เซ็นชื่อติดต่อกัน 3 เดือนกว่าๆ (ทั้งๆ ที่มาทำงานทุกวัน แต่ไม่เซ็นเพราะขี้เกียจ และลืม) พอกลับมาเซ็นทีใช้เวลาเซ็นเกือบชั่วโมง เซ็นเสร็จปวดมือไป 2 วัน จนถึงปัจจุบันนี้ ผมค่อนข้างมั่นใจว่า สถิตินี้ไม่มีทางถูกทำลายอย่างแน่นอน

หลังจากเห็นว่าอาจารย์เริ่มหย่อนยานเรื่องการเซ็นชื่อ ทางคณะจึงถือโอกาสในการย้ายตึกใหม่ จัดระเบียบการเซ็นชื่อ โดยให้เซ็นวันต่อวัน และให้เซ็นได้ไม่เกิน 9 โมงเช้า มิเช่นนั้นจะโดนขีดเส้นแดง ด้วยความที่การเซ็นชื่อใต้เส้นแดงเหมือนเป็นตราบาปอะไรสักอย่างในชีวิต เหมือนกับโดนตราหน้าว่า มึงเลว มึงกาก ทำให้ในช่วงแรกๆ ผมฟิตเป็นอย่างมาก แม้บ้านจะอยู่ไกลแต่ก็ตาลีตาเหลือกมาจนทันทุกวัน วันหนึ่ง หลังจากที่เหนื่อยกับการตื่นเช้ามาพักใหญ่ ผมก็มาสายจนได้ วินาทีที่เซ็นชื่อใต้เส้นแดงนี้ เหมือนต้องมลทิน ไม่ต่างอะไรกับการเสีย “พรมจรรย์” แต่หลังจากได้เสียความบริสุทธิ์ครั้งแรกแล้ว ทีนี้เริ่มไม่รู้สึกอะไร หลังๆ เลยเริ่มมาสายอีกตามเคย

ยังไม่หมด ทางคณะยังมีนโยบายจัดการกับพวกเหลวไหล (แบบผม) ด้วยการให้สแกนนิ้ว ทีนี้แหละปัญหาใหญ่จริงๆ เพราะแต่ก่อน แม้จะกำหนดเวลาขีดเส้นแดงที่ 9 โมงตรง แต่ในทางปฏิบัติ เจ้าหน้าที่ซึ่งรับผิดชอบมักจะขีดเลยเวลา ประมาณ 9 โมงครึ่งหรือกว่านั้น เรียกได้ว่ายังพอมีช่วงให้หายใจ แต่ถ้าเป็นแสกนนิ้วแล้ว ทีนี้ล่ะหายนะแน่นอน เพราะต้องมาตรงเวลาเป๊ะๆ นอกจากนี้ การเซ็นชื่อในสมุด ในทางปฏิบัติหลังจากที่เซ็นเวลามาแล้ว จะเซ็นเวลาออกไปด้วยเลย ทำให้หากวันไหนไม่มีสอน ก็สามารถไปทำอย่างอื่นได้ โดยที่ไม่ต้องห่วงเรื่องเซ็นชื่อกลับ แต่ถ้าเป็นเครื่องสแกนนิ้วแล้ว จบกัน เพราะต้องอยู่เพื่อรอสแกนนิ้วขาออกตามเวลาด้วย

เมื่อเป็นเช่นนี้ เหล่าอาจารย์ที่เริ่มกระด้างกระเดื่องและตั้งตัวเป็นขบถ จึงมาคิดหาทางออกร่วมกัน อย่างเคร่งเครียด

               ผม  : ผมมีวิธีพี่ เอางี้ดิ เราก็ทำนิ้วปลอมกัน แล้วก็พกติดตัวกันไว้ วันไหนใครมาทันก็สแกน วันไหนมาไม่ทันก็ฝากเพื่อนสแกนนิ้วปลอม    

               อาจารย์ : แล้วเกิดเครื่องมันรู้ล่ะว่าอันไหนนิ้วจริงอันไหนนิ้วปลอมจะทำไง?  

               อาจารย์ : งั้นเอางี้ มึงก็เอานิ้วปลอมสแกนตั้งแต่แรกเลย แล้วก็ใช้นิ้วปลอมตลอด ทีนี้เครื่องมันก็จะนึกว่านั่นคือนิ้วจริง

เอา เอาเข้าไป ทีเรื่องงี้ล่ะขยันกันจัง มึงเอาเวลาที่คิดว่าจะโกงเนี่ย มาตั้งใจมาให้ทันดีกว่ามั๊ย แต่นั่นก็เหมือนการคุยเล่นขำๆ กันมากกว่า เพราะในความจริงคงไม่มีใครกล้าทำ และถือเป็นโชคดี ที่ทางคณะได้ล้มเลิกโครงการสแกนนิ้วไป ทำให้อาจารย์อย่างพวกเราไม่ต้องมีความทุกข์จากการเซ็นชื่อมากนัก

นอกจากเรื่องเซ็นชื่อแล้ว หลังๆ ทางคณะได้ออกนโยบายจัดระเบียบอาจารย์ตามมาอีกเป็นพรวน ทั้งการเข้าสอนตรงเวลา / ตรวจงานให้เป็นที่ / ห้ามตรวจงานในห้องพัก / ให้ตรวจในห้องที่จัดไว้ให้เท่านั้น (ซึ่งอยู่ชั้น 8) / ต้องโฮมรูมทุกอาทิตย์ / ต้องจอดรถในที่ที่จัดไว้ให้ / ให้แต่งตัวให้เรียบร้อย / วันจันทร์ขอความร่วมมือแต่งชุดไทย / อาจารย์ทุกคนต้องมีงานวิจัย / ฯลฯ จนตอนนี้ชักเริ่มไม่แน่ใจว่า นี่มันมหาวิทยาลัยหรือค่ายทหารกันแน่

ถึงตอนนี้ ผมชักเริ่มเข้าใจพวกนักศึกษาที่ออกมาต่อต้านขึ้นมาบ้างแล้วสิ บางทียังแอบคิดเล่นๆ ว่า

“หรือกูควรจะลุกขึ้นมาประท้วงบ้างดีวะ?”

Comments

comments