ชีวิตหนุกหนานของ จารย์ถาปัด # 18 : ศาลาพักใจ

ชีวิตหนุกหนานของ จารย์ถาปัด # 18 : ศาลาพักใจ

เรื่องสั้นชุดนี้ ได้แรงบันดาลใจมาจากเหตุการณ์จริงบางส่วน ตัวละครทุกตัว และสถานที่ที่ปรากฏในเรื่อง เป็นเพียงจินตนาการของผู้เขียน “แมลงภู่” ในเรื่อง เป็นคนละคนกับ “แมลงภู่” ตัวจริง

018

ตอนที่ 18 : ศาลาพักใจ

ด้วยความที่มหาวิทยาลัยของผมนั้นเป็นมหาวิทยาลัยใหม่ที่กำลังพัฒนา จึงทำให้มีการเปิดรับบุคลากรใหม่เข้ามาเป็นจำนวนมาก แต่ในขณะเดียวกัน ด้วยความที่เป็นมหาวิทยาลัยขนาดเล็ก โนเนม แถมระบบการบริหารจัดการหลายอย่างก็ยังไม่ลงตัว จึงทำให้ มีบุคลากรจำนวนไม่น้อยต่างทยอยกันลาออกเช่นกัน โดยเฉพาะเมื่อโดนทอดสะพานเชิญจากมหาวิทยาลัยที่ใหญ่กว่า ดังกว่า และเท่กว่า

โดยสาเหตุที่ลาออกนั้นก็ไม่มีอะไรมาก ส่วนใหญ่นั้นก็ไปเพื่อหาอนาคตที่ดีกว่า ซึ่งถือเป็นปัญหาหลักอีกอย่างของมหาวิทยาลัยเล็กๆ และโนเนมทุกๆ แห่ง หลายคนเข้ามาใช้ที่นี่เหมือนเป็น “ศาลาพักใจ” (ฟ้าร้อง แดดร้อน ฝนตก เธอก็มา หายเหนื่อย เมื่อยล้า ฝนซา เธอก็ไป…ขอแทรกเพลงเพื่อให้เห็นภาพ) คือเข้ามาแบบเจ็บๆ พอร่างกายแข็งแรงดี สบโอกาสพบช่องทางที่ดีกว่าก็ไป ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องที่ผิดอะไร เพราะคนเราก็ต้องเลือกสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับตัวเองอยู่แล้ว

สาเหตุที่ผมเข้าใจเรื่องนี้ดีก็เพราะว่า ผมเองก็เคยใช้ที่นี้ เป็นศาลาพักใจเช่นกัน

 

อย่างที่เคยเล่าไปในบทแรกๆ แล้วว่า ผมเข้ามาอยู่มหาวิทยาลัยแห่งนี้ ในสภาพที่ไม่ต่างจากคนอกหัก ถูกปฏิเสธจากมหาวิทยาลัยที่รัก สุดท้ายก็ได้ที่นี่ ที่เห็นคุณค่า และรับผมเอาไว้ ไม่ต่างจากที่พักใจ

แม้ตลอดเวลาที่ผมอยู่ในศาลา เอ๊ย มหาวิทยาลัยแห่งนี้มา โดยรวมๆ แล้วจะมีสุขมากกว่าทุกข์ ไม่มีปัญหาอะไรมาก ชีวิตดำเนินไปได้ด้วยดี แต่มันก็อดไม่ได้ที่จะคิดว่า “หากเราไปอยู่ในที่ที่ดีกว่านี้ ชีวิตเราน่าจะดีกว่านี้นะ”

เมื่อคิดดังนี้จิตใจมันก็มีแกว่งๆ เสียจุดยืนอยู่บ้าง เหมือนศรัทธาในใจถูกสั่นคลอน (นึกถึงเวลามีแฟน แล้วมีสาวสวย หุ่นนางแบบ หน้าตาเหมือน อั้ม พัชราภา มาข้องแวะด้วย ร้อยทังร้อยมันก็ต้องมีหวั่นไหวกันบ้างล่ะวะ)

หลายครั้งที่ภาวะจิตใจแกว่งเกิดขึ้น แล้วก็จบไปในเวลาอันรวดเร็ว แต่หลายครั้ง เกิดขึ้นแล้วไม่ยอมจบ มิหนำซ้ำยังต้องพบกับสถานการณ์ที่ต้องเลือกระหว่าง จะอยู่หรือจะไป ซึ่งไม่ว่าจะเลือกทางใด ล้วนมีผลกับชีวิตในอนาคตทั้งสิ้น

ผมเองก็เคยต้องมาเจอเหตุการณ์ที่ต้องเลือกว่าจะอยู่หรือจะไปจากศาลาพักใจแห่งนี้หลายครั้งด้วยกัน

 

เหตุการณ์ # 1

ในช่วงก่อนที่ผมจะเข้ารับการบรรจุเป็นอาจารย์ในมหาวิทยาลัยแห่งนี้ ผมได้รับข่าวจากรุ่นน้องคนหนึ่งว่า มหาวิทยาลัยเก่าแก่แห่งหนึ่ง ซึ่งเปิดสอนคณะสถาปัตย์ได้ไม่นาน กำลังเปิดรับสมัครอาจารย์ใหม่ ผมจึงไม่รอช้ารีบไปสมัครทันที แต่รอแล้วรอเล่า ก็ไม่มีความคืบหน้าเสียที จนผมเริ่มถอดใจ พอดีกับช่วงที่มหาวิทยาลัยแห่งนี้เปิดรับอาจารย์ ผมจึงได้มาสมัครและได้รับคัดเลือก เหตุการณ์เหมือนจะดำเนินไปได้ดี แต่แล้ว

หลังจากเข้ามาบรรจุที่นี่ได้ไม่กี่เดือน ทางมหาวิทยาลัยที่ผมเคยยื่นใบสมัครไว้ ก็โทรมาตามไปสอบสัมภาษณ์ เอาล่ะสิ ทีนี้ เอาไงดีวะ ตอนนี้เริ่มหนักใจมาก ใจหนึ่งก็ดีใจ ที่จะมีโอกาสในการเจริญก้าวหน้า แต่อีกใจก็ลำบากใจ คงดูไม่ดีแน่ๆ หากมาอยู่ไม่กี่เดือนแล้วลาออกไปอยู่ที่อื่น ไม่รู้เว๊ย ยังคิดอะไรไม่ออก

ผมกลับมานั่งคิด นอนคิด คิดโน่นคิดนี่ คิดแล้วคิดอีก คิดจนเกือบจะเป็นบ้า ไม่รู้ว่าจะเอาไงดี จนถึงวันสอบสัมภาษณ์ ก็ตัดสินใจว่า เอาวะ ลองไปดู โดยที่ไม่ได้เตรียมตัวอะไรเลย

ภายในห้องสัมภาษณ์ ประกอบด้วยกรรมการ 3 คน แต่ละคนเป็นอาจารย์ที่มีชื่อเสียง ระดับเทพๆ กันทั้งนั้น

“คุณพูดภาษาอังกฤษได้มั๊ย? สามารถสอนเป็นภาษาอังกฤษได้มั๊ย?” กรรมการบอสใหญ่ยิงคำถาม

แม่ง คำถามแรกก็กะจะสกัดดาวรุ่งกูแล้วล่ะสิ อย่างกูมีรึจะกลัว ผมเลยตอบกลับไป

พอได้ครับ สามารถสื่อสารได้ ถ้าได้ฝึกเพิ่มเติมสักหน่อย น่าจะไม่มีปัญหา” ผมตอบด้วยความมั่นใจ เหมือนผู้ถามจะไม่ค่อยพอใจ ที่ผมไม่หงออย่างที่เค้าอยากให้เป็น

“แล้วทำงานอะไรอยู่?”

“ผมเป็นอาจารย์อยู่ที่คณะสถาปัตย์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีxxx ครับ”

หลังจากที่บอกว่ามาจากมหาวิทยาลัยที่ผมอยู่ ผมก็สัมผัสได้ถึงสัญญาณบางอย่าง ที่ไม่ถึงกับดูถูก แต่ก็ไม่เชื่อมั่น ดูจากสายตาและท่าทาง สามารถแปรเป็นคำพูดได้ประมาณว่า “ที่นี่น่ะอินเตอร์นะเว๊ย หน้าอย่างมึงน่ะ มาสอนไม่ได้หรอก แค่เดินเข้ามาก็เป็นเสนียดคณะแล้ว” (อันหลังนี่เวอร์ไปนิดนึง)

ในตอนนั้นผมก็คิดอยากจะเอาชนะ อยากพิสูจน์ตัวเองว่า กูก็ทำได้นะเว๊ย อย่าดูถูกกู แต่ชั่ววูบหนึ่งในใจก็คิดได้ว่า อยู่มหาลัยเดิมก็สบายใจอยู่แล้ว จะมาให้ลำบากทำไมวะ คนเราถ้ามันจะดูถูก ทำให้ตายยังไงมันก็ดูถูกวันยันค่ำ ทำไมต้องฝืนตัวเองเพื่อคนที่มันดูถูกเรา สู้อยู่กับคนที่เค้าเห็นคุณค่าเราดีกว่า

เมื่อคิดได้ดังนี้ ตอนก่อนที่จะจบการสัมภาษณ์ กรรมการถามผมประมาณว่า ถ้ารับผมเข้ามาทำงานผมมีความพร้อมแค่ไหน ผมเลยตอบไปว่า

“คงไม่พร้อมล่ะครับ เพราะตอนนี้ผมก็ได้รับมอบหมายภาระงานหลายอย่าง ถ้าออกไปคงมีปัญหา แล้วอีกอย่าง ผมเพิ่งเข้าบรรจุจะออกตอนนี้มันคงดูไม่ดี”

“อ้าว แล้วคุณมาสัมภาษณ์ที่นี่ทำไม?”

“มาให้รู้ว่าผมได้มาแล้ว”

แล้วผมก็เดินจากมา โดยไม่เคยกลับไปเหยียบที่นั่นอีกเลย เพราะกลัวว่าจะไปทำให้คณะที่สุดแสนจะไฮโซของเค้าต้องแปดเปื้อน

ประกาศสอบผลออกมา ก็ตามคาด ไม่ได้ (ถ้าได้ก็บ้าแล้ว ดันไปเปรี้ยวเค้าไว้ซะขนาดนั้น) แต่การพลาดหวังครั้งนี้แตกต่างจากทุกครั้ง ไม่เสียใจ ไม่เสียดาย กลับมีแต่ความสุขใจ ภูมิใจ และมั่นใจว่าผมได้ตัดสินใจทำในสิ่งที่ถูกต้องแล้ว

 

เหตุการณ์ # 2

หลังจากตัดสินใจที่จะปักหลักอยู่ที่นี่ ผมก็ไม่เคยคิดเรื่องจะย้ายไปไหนอีก ก็ตั้งหน้าตั้งตาทำหน้าที่ที่รับผิดชอบให้ดีที่สุด ทุกอย่างก็โอเคขึ้นเรื่อยๆ ผมเริ่มปรับตัวเข้ากับอะไรหลายอย่างของที่นี่ได้ แต่ถ้าเป็นอย่างงี้ต่อไป ชีวิตมันคงไม่มีสีสัน ว่าแล้วโชคชะตาก็เลยส่งบททดสอบจิตใจผมมาอีกครั้ง

วันหนึ่ง อาจารย์ T เพื่อนรุ่นเดียวกับผม ซึ่งเป็นอาจารย์อยู่ที่มหาวิทยาลัยที่ผมจบการศึกษา โทรมาหาผม

“เฮ๊ยมึง ที่นี่เค้าจะเปิดรับอาจารย์อีกรอบน่ะ อาจารย์AAA เค้าให้กูลองมาชวนมึงดู”

เอาอีกแล้ว ความรู้สึกนี้กลับมาอีกแล้ว ความรู้สึกที่ประมาณว่า ตัดสินใจคบกับคนหนึ่งไปแล้ว แล้วก็รักกันดี ทุกอย่างโอเค วันหนึ่ง สาวในฝันที่เคยหักอกเรา กลับมาขอคบด้วย

ในตอนนั้น ถ้าเป็นการ์ตูน บนหัวผมก็กำลังมีเทวดาและซาตานตัวเล็กๆ เถียงกันอยู่อย่างเมามัน

เทวดา : “อย่าไปเลย ตอนที่เราตกอับ ไม่มีใครสนใจ ที่นี่เค้าอุตส่าห์รับเราไว้นะ พอเราเริ่มมีชื่อเสียงจะมาชิ่งหนี ทำแบบนี้มันเนรคุณชัดๆ”

ซาตาน : “ไม่เห็นเกี่ยวกับเนรคุณหรือไม่เนรคุณเลย ตอนที่เราอยู่ก็ทำงานทุกอย่างเป็นอย่างดี ก็เจ๊ากันไปแล้ว แต่นี่มันเป็นความก้าวหน้านะเว๊ย! คิดอะไรมากวะ ก็เหมือนนักบอลย้ายสโมสร จากสโมสรเล็กไปอยู่สโมสรใหญ่กว่า”

เทวดา : “แล้วรู้ได้ไงว่าจะก้าวหน้า อยู่ที่นี่เป็นหัวหมา ยังดีกว่าอยู่ที่นู่นเป็นหางเสือนะเว๊ย รู้จักมั๊ย นิโคล่า อาเนลก้า, เอ็มมานูเอล เปอรตี, เฟอร์นันโด ตอเรส ล่าสุด หลุยส์ ซัวเรส พวกนี้อยู่ทีมเล็กฟอร์มแม่งอย่างเทพ พอย้ายไปทีมใหญ่ปุ๊ป แม่งกากทันที”

ซาตาน : “แล้วมึงไม่คิดว่ามึงจะเป็นแบบ แกเรท เบลล์ หรือ เนย์มาร์ บ้างหรอ?”

เทวดา : “ไอ้สองคนนั่นก็ใช่ว่าจะฟอร์มดีนะ”

ซาตาน : “เอาน่า ไปเถอะ”

เทวดา : “ไม่เอา อย่าไป”

แล้วทั้งสองตนก็เถียงกันไปมา ไป/ไม่ไป ไป/ไม่ไป ไป/ไม่ไป…

หลังจากปล่อยทั้งเทวดาและซาตานในตัวเถียงกันอยู่พักใหญ่ ก็ยังไม่สามารถหาข้อสรุปได้ ตอนนั้นเริ่มคิดว่า หรือจะพึ่งดวงดีวะ ประมาณว่าหาดอกไม้มาเด็ดทีละกลีบ ไป-ไม่ไป แล้วเหลือกลีบสุดท้ายว่ายังไงก็ทำตามนั้น หรือลองทำสลากม้วนๆ ใส่โหล แล้วลองจับดู แบบจับใบดำ ใบแดง น่าจะได้ความรู้สึกลุ้นไปอีกแบบ แต่แล้วก็ไม่ได้ทำ เพราะขี้เกียจ

หลังจากคิดมาประมาณ 2.8 x 102 ตลบ ผมก็หยุดคิด เพราะรู้ว่าคิดต่อไปก็ปวดหัวเปล่าๆ และคงไม่ได้คำตอบอยู่ดี มิหนำซ้ำจะเป็นบ้าเอาได้ และหลังจากปล่อยใจว่างๆ อยู่พักใหญ่ ผมก็เริ่มนึกอะไรขึ้นได้

นิสัยประจำตัวอย่างหนึ่งของผมคือ เวลาที่ผมขับรถหลงทาง ผมจะไม่ยอมยูเทิร์นแล้วกลับทางเดิม แต่ผมจะไปข้างหน้า และหาทางเลี้ยวหรือทางแยก วนกลับมาให้ได้โดยไม่ย้อนกลับทางเดิม แล้วผมก็ได้คำตอบกับตัวเอง ผมเลยโทรกลับไปหาอาจารย์ T

“เฮ๊ยมึง กูไม่ไปแล้วนะ” สั้นๆ แค่นี้แหละ

จนถึงวันนี้ ผมเองก็ยังไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมผมถึงตัดสินใจแบบนั้นไป รู้แค่ว่า ใจมันบอกให้ทำ (คล้ายๆ ใจสั่งมา)

 

เหตุการณ์ # 3

จากเหตุการณ์ครั้งที่ 2 ผ่านมาเป็นปี จนผมเริ่มแน่ใจแล้วว่า ผมคงอวตารร่างเป็นคนมหาวิทยาลัยนี้อย่างสมบูรณ์แล้วล่ะ ถ้าเป็นแฟน คงเหมือนแต่งงานกันแล้ว แต่ก็นั่นแหละ คู่ที่แต่งกันแล้วหย่าก็มีให้เห็นเยอะแยะไป ว่าแล้ว โชคชะตาก็ส่งบททดสอบมาให้ผมอีกครั้ง

อาจารย์ A รุ่นพี่ที่ผมเคยรู้จักตอนที่เรียนปริญญาโท ได้โทรมาหาผมในวันหนึ่ง โดยบอกว่า ที่มหาวิทยาลัยเค้ากำลังจะเปิดคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ และกำลังหาอาจารย์อยู่ อยากจะชวนผมไปร่วมทีม

ไม่พอแค่นั้น อาจารย์ A ยังส่งรุ่นพี่ของผมอีกคน ซึ่งอยู่ในทีมแกมาหว่านล้อม

“เฮ๊ยมึง ลาออกเลย อยู่ที่ xxx น่ะ ไม่ดีหรอก มาอยู่ที่นี่ดีกว่า โอกาสเจริญก้าวหน้ามากกว่า”

ในตอนนั้นในใจผม มีสองความรู้สึกปะปนกัน ความรู้สึกแรกคือ เออ ก็จริงอย่างที่พี่เค้าว่านะ อีกความรู้สึกหนึ่งคือ เคืองนิดๆ ทำไมต้องมาว่ามหาลัยกูด้วยวะ (เอ๊ะ ตะกี๊กูบอกว่า “มหาลัยกู” หรอ หรือกูมีความรู้สึกว่าเป็นส่วนหนึ่งของที่นี่ไปแล้ว?)

แล้วดูเหมือนว่า ความรู้สึกอย่างหลังจะชนะซะด้วย ผมจึงตอบปฏิเสธพี่คนนั้นไป

“ขอบคุณมากนะครับพี่ แต่ผมกะว่าจะปักหลักอยู่ที่นี่แล้วล่ะครับ คงไม่ไปไหนแล้วล่ะ”

ครั้งนี้จบเร็วกว่าครั้งก่อนๆ คงเป็นเพราะประสบการณ์ก่อนหน้านี้ ทำให้ครั้งนี้สามารถตัดสินใจได้เร็วขึ้น

 

หลังจากเหตุการณ์ทั้ง 3 ครั้งนี้ ผมก็ไม่เคยต้องพบเหตุที่ต้องตัดสินใจในลักษณะนี้อีก ผมก็เคยถามตัวเองเหมือนกันว่า ถ้าในอนาคตต้องเจอเหตุการณ์ลักษณะนี้อีก ผมจะตัดสินใจยังไง คำตอบที่ได้ก็คือ “ผมไม่รู้”

ผมไม่รู้หรอกว่าอะไรจะเกิดขึ้นในอนาคต ไม่รู้หรอกว่าใครจะมายื่นเงื่อนไขอะไรให้บ้าง และไม่รู้หรอกว่าในตอนนั้น ผมจะตัดสินใจยังไง (เอ๊ะ เหมือนจะออกตัวยังไงชอบกลๆ)

แล้วผมก็ไม่รู้หรอกว่า ผมรักที่นี่หรือเปล่า หรือมันอาจเป็นแค่เพียงเพราะ ผมกลัวและไม่กล้าที่จะเปลี่ยนแปลง เลยเลือกที่จะไม่ไปไหน ซึ่งเป็นทางเลือกที่เสี่ยงน้อยที่สุด อันนี้ก็ไม่รู้ ผมรู้แค่เพียงว่า ณ ตอนนี้ เดี๋ยวนี้ ผมยังมีความสุขดีกับที่นี่ และยังไม่มีแผนที่จะย้ายไปไหน จบป่ะ (แต่ถ้าใครมีข้อเสนอที่น่าสนใจก็ลองมาคุยกันดู อ้าว…ล้อเล่นน่ะ)

จากที่เคยใช้ที่นี้เป็นเหมือน ศาลาพักใจ ทุกวันนี้ศาลาหลังนี้ ได้กลายสภาพเป็น “บ้าน” ของผมไปเรียบร้อยแล้ว ผมเองก็มีความสุขดี และอยากจะเติบโตไปพร้อมๆ กับบ้านหลังนี้

ซึ่งก็คงต้องขึ้นอยู่ที่บ้านหลังนี้ด้วยล่ะ ว่าต้องการให้ผมอยู่ต่อไปหรือเปล่า

(จบแบบขอความเห็นใจ)

Comments

comments