ชีวิตหนุกหนานของ จารย์ถาปัด # 19 : บริษัท จำกัด (ไม่)มหาชน

ชีวิตหนุกหนานของ จารย์ถาปัด # 19 : บริษัท จำกัด (ไม่)มหาชน

เรื่องสั้นชุดนี้ ได้แรงบันดาลใจมาจากเหตุการณ์จริงบางส่วน ตัวละครทุกตัว และสถานที่ที่ปรากฏในเรื่อง เป็นเพียงจินตนาการของผู้เขียน “แมลงภู่” ในเรื่อง เป็นคนละคนกับ “แมลงภู่” ตัวจริง

019

ตอนที่ 19 : บริษัท จำกัด (ไม่)มหาชน

การเป็นอาจารย์ที่สอนด้านการออกแบบ แล้วไม่มีผลงานออกแบบเป็นของตัวเองนี่ มันเป็นเหมือนจุดด่างพร้อยในวิชาชีพผมเหมือนกัน เพราะความรู้ที่นำมาสอนเกือบทั้งหมดนั้น เป็นความรู้ที่จำมาจากหนังสือ หรืออาจารย์สอนมาอีกที ไม่ใช่สิ่งที่เรียนรู้จากประสบการณ์จริงๆ

เคยมีครั้งหนึ่ง ผมกำลังตรวจงานนักศึกษาคนหนึ่ง ซึ่งเป็นนักศึกษาภาคสมทบ (มาจากสาย ปวช.-ปวส.) ที่ทำงานไปด้วยเรียนไปด้วย (ดูแล้วอายุน่าจะมากกว่าผมเสียด้วยซ้ำ) งานนั้นเป็นตึกสูง ผมเห็นนักศึกษาเขียนแบบโครงสร้างมาแปลกๆ จากที่ผมเคยเรียนมา ผมเลยสั่งให้ไปปรับแก้

“คุณไปแก้รูปตัดมาด้วยนะ คานที่คุณเขียนมาน่ะมันบางไป ช่วงเสากว้างขนาดนี้ คานต้องหนากว่านี้ จำสูตรง่ายๆ เลยก็ได้ 1 ต่อ 10 ถ้าเสาห่างกัน 10 เมตร คานต้องหนา 1 เมตร อย่างในแบบคุณเสาห่าง 8 เมตร คานก็ต้อง 80 เซ็น”

ผมคอมเม้นท์ด้วยความภาคภูมิใจ ว่ากูนี่เก่งสุดๆ ทั้งๆ ที่จริงๆ แล้ว ไอ้ความรู้อันนี้ ผมก็จำมาจากอาจารย์ ที่สอนผมไว้เมื่อเกือบ 10 ปีที่แล้ว แถมไม่รู้ว่าอาจารย์ จำมาจากอาจารย์ของอาจารย์อีกทีรึเปล่า แต่เอาเถอะ ตอนนั้นผมคิดว่า กูถูก มึงต้องทำตามกู

นักศึกษาคนนั้นทำทางลังเลเล็กน้อย ก่อนจะพูดออกมาด้วยน้ำเสียงเกรงใจ

“เอ่อ…อาจารย์ครับ เดี๋ยวนี้เค้ามีเทคโนโลยีพื้นโพสเทนชั่นแล้วครับ สามารถสร้างให้คานเล็กลงได้ หรือไม่มีคานก็ยังได้เลยครับ ผมทำมาหลายโครงการแล้วครับ”

“…………….”

อ้าว เชี่ย หมาเลยกู นักศึกษายังรู้มากกว่ากูอีก ในตอนนั้นยอมรับว่าหน้าชาเล็กน้อย รู้สึกเหมือนพวกที่ทำเป็นโชว์เทพกับคนอื่น แต่เจอคนที่เทพกว่าตอกหน้าหงายกลับมา แบบนี้เรียก “เงิบแดก” สิครับ ตอนนั้นได้แต่นึกขอบคุณนักศึกษาคนนั้นมากๆ ที่ช่วยชี้ทางสว่างให้ มิเช่นนั้นผมคงยังไม่รู้ว่าความรู้ที่ตัวเองมีนั้น มันตื้นเขินแค่ไหน

หลังจากตระหนักรู้ถึงความกากของตัวเอง ก็ทำให้ผมคิดได้ “ไม่ได้ละ ต้องหางานออกแบบทำบ้างแล้วสิ” (แหม่ เพิ่งจะมาคิดได้)

ว่าแต่จะไปหาจากไหน?

 

ความจริงแล้วก่อนหน้านี้ ผมก็รับงานออกแบบอยู่บ้าง เพียงแต่เป็นงานขนาดไม่ใหญ่ ใหญ่ที่สุดที่เคยออกแบบก็บ้าน 2 ชั้น ซึ่งไม่มีอะไรที่ซับซ้อนมาก เลยไม่ค่อยได้ความรู้อะไรใหม่ๆ เท่าไหร่

ผมใช้เวลาเสาะหางานออกแบบอยู่ระยะหนึ่ง โดยถามจากเพื่อนๆ ที่ทำงานออฟฟิศ หรือรุ่นพี่ที่เป็นอาจารย์ด้วยกัน ก็ยังไม่ได้งานที่ต้องการสักที มีบ้างเหมือนกันที่เค้าต้องการคนออกแบบ แต่คุยไปคุยมา กลายเป็นว่าต้องการคนที่ทำเต็มเวลา ซึ่งผมนั้นหมดสิทธิ์แน่นอน ไอ้ครั้นจะให้ลาออกจากอาจารย์ไปทำก็ใช่ที่ ว่าแล้วก็รอต่อไป

และแล้ว ระหว่างที่ผมรอมาได้พักใหญ่ ผมก็ได้รับโทรศัพท์จากอาจารย์ผู้ใหญ่ที่ผมเคารพท่านหนึ่ง อาจารย์ท่านนี้อยู่ในมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงแห่งหนึ่ง ที่ตอนนี้กำลังมีโครงการจะสร้างโรงเรียนสำหรับเด็กชาวเขา แล้วเผอิญว่า มหาวิทยาลัยนั้นไม่มีคณะสถาปัตย์ อาจารย์ท่านนั้นจึงนึกถึงผม และโทรมาชวนไปออกแบบ

“ได้เลยครับอาจารย์” ผมตอบรับในทันที โดยไม่ได้ถามเรื่องอื่นเลย

อาจารย์ที่ติดต่อผม แนะนำให้ผมได้รู้จักกับอาจารย์เจ้าของโครงการนี้ ซึ่งเป็นถึงระดับรองอธิการบดี หลังจากนั้น ท่านรองฯ จึงเชิญผมให้ขึ้นไปดูพื้นที่ก่อสร้าง

ขณะที่ขึ้นเหนือไปสำรวจพื้นที่ก่อสร้าง ผมก็ได้ทราบภาพรวมคร่าวๆ ของโครงการ คือเดิมทีมีโรงเรียนสำหรับเด็กชาวเขาอยู่แล้ว ซึ่งดำเนินการโดยผู้ใหญ่ท่านหนึ่ง ที่เด็กๆ ที่นี่เรียกกันว่า “คุณลุง” ต่อมาคุณลุงมีความคิดที่จะขยายโรงเรียนแห่งนี้ ให้สามารถรองรับเด็กได้จำนวนมากขึ้น จึงประสานงานมายังท่านรองฯ และท่านรองก็ประสานงานมาทางผมให้ไปช่วยออกแบบ

สภาพโดยรวมๆ ของโรงเรียนนั้น ตั้งอยู่บนเนินเขาที่ไม่ชันมาก มีอาคารบ้านพักขนาดเล็กประมาณ 20 กว่าหลัง แทรกตัวอยู่ตามใต้ต้นไม้ สภาพอาคารค่อนข้างทรุดโทรม หน้าที่ของผมคือ ยกเครื่องใหม่ให้โรงเรียนนี้ทั้งหมด โดยออกแบบสำหรับรองรับนักเรียนที่จะเพิ่มขึ้นในอนาคต ราวๆ 2-3 เท่า ซึ่งดูแล้ว “งานช้าง” เลยทีเดียว

สิ่งหนึ่งที่ผมประทับใจอย่างมากคือ แนวคิดในการสร้างโรงเรียนแห่งนี้คือ เป็นโรงเรียนทางเลือกสำหรับเด็กชาวเขาที่ด้อยโอกาส เพราะปกติโรงเรียนทางเลือกจะมีไว้สำหรับเด็กลูกคนมีสตางค์ในเมือง ที่นี่จะเป็นโรงเรียนทางเลือกแห่งแรก ที่สร้างขึ้นเพื่อผู้ด้อยโอกาส ช่างเป็นแนวคิดที่นอกคอก และหัวขบถดีแท้

“แบบนี้แหละ ทางกูเลย” ผมนึกในใจ

หลังจากกลับจากการสำรวจพื้นที่ ผมก็มีเรื่องให้หนักใจ งานใหญ่ขนาดนี้ ผมทำคนเดียวไม่ไหวแน่ๆ เพราะฉะนั้น ผมต้องหาทีม แล้วจะหาจากไหนล่ะ? นี่แหละปัญหา

เมื่อไม่รู้จะเริ่มจากใครดี ผมก็เลยคิดถึงคนใกล้ตัวก่อน จำได้ว่าเมื่อตอนที่ทำงานกีฬาสี มีอยู่คนหนึ่งที่ผมสนิทด้วย มันเคยบอกเอาไว้ว่า “อาจารย์มีงานอะไรก็เรียกใช้ผมได้เลยนะครับ” ไหนๆ มันก็พูดเปิดทางมาแล้ว เอาว่ะ เริ่มจากไอ้นี่แล้วกัน

 

พี่ดู๋ เดินเข้ามาหาผมที่ห้องพัก หลังจากที่ผมเรียกเข้ามาคุยเรื่องโปรเจค ผมรู้จักกับพี่ดู๋ครั้งแรกตอนที่ทำงานกีฬาสีด้วยกัน สมัยนั้นพี่ดู๋ยังอยู่ปี 3 จนตอนนี้ขึ้นปี 4 แล้ว พี่ดู๋ นั้นเคยรับราชการทหารอยู่พักหนึ่ง ก่อนที่จะกลับมาเรียนปริญญาตรี ทำให้เขามีอายุมากกว่าเพื่อนๆ ในชั้นปี (ความจริงแล้วอายุเกือบเท่าผมเลย) และนั่นคือสาเหตุที่ทุกคนมักเรียกเขาว่า พี่ดู๋ ซึ่งผมเองก็ติดมาด้วย ผมเคยมีโอกาสสอนพี่ดู๋ในวิชาหนึ่ง ซึ่งดูท่าทางก็เอาการเอางานและมีความรับผิดชอบดี เลยชวนมาทำงานนี้ด้วยกัน

“ได้เลยครับอาจารย์” พี่ดู๋ตอบรับคำชวนของผมอย่างง่ายดาย

สรุปว่า ตอนนี้ผมมีสมาชิกทีมคนแรกและ ทีนี้ก็ต้องหาคนต่อๆ ไป ซึ่งพี่ดู๋อาสารับหน้าที่นี้ พล๊อตช่วงนี้เหมือนหนังแนวซูเปอร์ฮีโร่ ประมาณ The Avengers ที่ต้องตามหาสมาชิกผู้มีความสามารถทางด้านต่างๆ เพื่อมารวมทีมกัน และแล้ว ไม่นานนัก “ทีมอเวนเจอร์” ของผมก็เป็นรูปเป็นร่าง โดยสมาชิกในทีมประกอบด้วย

 

พี่ดู๋ : คนนี้แนะนำไปแล้ว เป็นเหมือนแกนนำคนสำคัญที่คัดสรรสมาชิกมาร่วมทีม เป็นเด็กกรุงเทพฯ ขับช๊อปเปอร์มาเรียน มีความเป็นผู้นำสูง เคยผ่านประสบการทำงานจริงมาแล้ว ความสามารถพิเศษคือ ทักษะด้านคอมพิวเตอร์ เช่น ทำอนิเมชั่น และงานพรีเซนต์ต่างๆ

เอ๋ : เด็กหนุ่มจากเมืองกาญจน์ ผู้มาพร้อมกับความฝันอยากจะสร้างบ้านให้ตัวเองสักหลัง เอ๋เป็นคนสนใจด้านการออกแบบอาคารแนวพื้นถิ่นประยุกต์ และเป็นคนที่มีทักษะด้านการออกแบบสูงเป็นลำดับต้นๆ ของชั้นปี หลักๆ เลยก็จะรับผิดชอบด้านการออกแบบอาคาร

แคน : ความจริงไม่ได้กะจะชวนมาร่วมทีมเท่าไหร่ (อ้าว) คือเรื่องของเรื่องวันนั้นกะจะเรียกเอ๋มาคุย แล้วบังเอิญว่า แคนมันเป็นเพื่อนซี้กับเอ๋ อยู่หอเดียวกัน ไปไหนมาไหนชอบไปด้วยกัน วันนั้น ไอ้แคนเลยติดสอยห้อยตามมาด้วย ไหนๆ ก็ไหนๆ เดี๋ยวมันจะน้อยใจ ก็เลยชวนมาร่วมทีมด้วยเลย แคนเป็นเด็กใต้ จากสุราษฎร์ธานี พูดติดสำเนียงทองแดงนิดๆ แม้ทักษะด้านการออกแบบจะไม่ค่อยดีนัก แต่แคนก็มาช่วยทำหน้าที่เป็นคนจัดการประสานงานต่างๆ เหมือนเป็นแผนกโอเปอเรเตอร์ของทีม

แท๊ค : สมาชิกคนสุดท้าย น้องเล็กที่สุดในทีม คือทุกคนก่อนหน้านี้จะอยู่ปี 4 ในขณะที่แท๊คนั้นอยู่ปี 3 แท๊คเป็นเด็กสุรินทร์ ตั้งใจเรียนและตั้งใจทำงานมาก เรียกได้ว่าเป็นเด็กเรียนเพียงไม่กี่คนในรุ่น แท๊คเป็นคนมีทักษะในการออกแบบสูงเช่นกัน และสกิลด้านการเขียนแบบเนี๊ยบมาก เพราะเคยรับจ๊อบหาเงินกับพี่ดู๋อยู่บ่อยๆ

ทั้งหมดนี้คือทีมอเวนเจอร์ที่ผมได้ฟอร์มขึ้นมา เป็นเหมือนบริษัทขนาดย่อมๆ ที่มีงบประมาณจำกัด และไม่ใช่มหาชน เพราะมีคนทำงานเพียงไม่กี่คน

 

หลังจากได้คุยกันในทีมจนสนิทสนมกัน ทำให้ผมได้ทราบเบื้องหลังของแต่ละคนมากขึ้น โดยทุกคนนั้นล้วนมาจากครอบครัวที่ไม่ค่อยมีสตางค์มากนัก (ยกเว้นไอ้แคน ที่เป็นลูกคนมีตังค์เมืองใต้) ต้องต่อสู้ดิ้นรนหาสตางค์เรียนเพื่อช่วยทางบ้าน

ทุกคนล้วนพลาดหวังจากการเข้ามหาวิทยาลัยใหญ่ และมาอยู่ที่มหาวิทยาลัยแห่งนี้ โดยมี “ปม” ในใจที่ไม่ต่างจากผมเท่าไรนัก ประสบการณ์การโดนดูถูก ดูหมิ่น ที่ผมเจอ ไอ้พวกนี้ก็เคยเจอมาไม่ต่างกัน (โถ เรามันหัวอกเดียวกัน…น้ำตาซึม) นึกสภาพ ถ้าให้พวกนี้ไปอยู่ในมหาวิทยาลัยใหญ่ๆ คงเป็นได้แค่พวกลูกกระจ๊อกประจำชั้นปี และคงยากที่จะมีใครให้โอกาสพวกเค้าได้แสดงความสามารถแบบนี้

ไปๆ มาๆ ผมว่าจากทีมอเวนเจอร์สุดเท่ของเรา เริ่มชักจะกลายเป็น ทีม Guardians of The Galaxy เข้าไปทุกทีและ คือทีมเกรียนๆ ที่รวมคนกากๆ ที่ไม่เป็นที่ต้องการเข้าไว้ด้วยกัน

ด้วยความที่ทุกคนต่างมีปมในใจที่ต้องแก้ให้ได้ งานชิ้นนี้จึงมีความหมายอย่างยิ่ง เพราะจะเป็นโอกาสในการพิสูจน์ตัวเอง แสดงให้เห็นว่า พวกเราก็ทำได้ และจะทำให้ดีไม่แพ้คนอื่นๆ (นึกภาพพวกเราทั้ง 5 คนยืนบนหน้าผา ทุกคนต่างจ้องมองไปที่พระอาทิตย์ที่กำลังตกดินด้วยสายตาที่มุ่งมั่น) ได้เวลาลุยกันแล้ว

Avengers Assemble!!

(หมายเหตุ : Avengers Assemble คือคำพูดที่กัปตันอเมริกาหัวหน้าทีมอเวนเจอร์ มักตะโกน เวลาต้องการเรียกรวมพลเหล่าสมาชิกเพื่อปฏิบัติภารกิจต่างๆ – อ้างอิงจากเวอร์ชั่นหนังสือการ์ตูน)

 

งานแรกในนามของทีมคือ ลงสำรวจพื้นที่อีกครั้ง หลังจากที่ผมเคยไปสำรวจคร่าวๆ เมื่อครั้งที่ลงพื้นที่กับท่านรองฯ การลงพื้นที่ครั้งที่สองนี้จะเป็นการสำรวจอย่างละเอียด เก็บข้อมูลทุกอย่างให้เยอะที่สุด เพื่อที่จะนำข้อมูลเหล่านั้นมาใช้ในการออกแบบขั้นต่อไป

ด้วยความที่วันที่เราวางแผนว่าจะลงสำรวจพื้นที่นั้น ใกล้กับช่วงปีใหม่ ซึ่งตั๋วเดินทางมักถูกจองไว้ล่วงหน้าแล้ว แล้วยิ่งเป็นจังหวัดเชียงใหม่ จุดหมายปลายทางยอดฮิตอันดับต้นๆ ในการเดินทาง ทำให้ในตอนนั้นตั๋วรถทัวร์เต็มหมด เมื่อรถทัวร์เต็ม ก็ต้องหาวิธีอื่น เครื่องบิน? ไม่แน่ๆ เพราะงบประมาณจำกัดมาก ลืมเรื่องเครื่องบินไปได้เลย สุดท้ายแล้วก็มาจบที่การเดินทางสุดคลาสสิคอย่างรถไฟ และยิ่งเป็นรถไฟชั้น 3 ด้วยแล้ว ยิ่งคลาสสิคยกกำลังแปด

เราจองตั๋วรถไฟได้ช่วงเย็นวันเสาร์ เท่ากับว่าจะเดินทางถึงเช้าวันอาทิตย์ และด้วยความที่ช่วงนี้เป็นช่วงเปิดเทอม นักศึกษายังต้องเรียนตามปกติ จึงต้องมีการขอเวลาเรียนกับอาจารย์ผู้สอน ซึ่งสามารถขอได้เพียงวันจันทร์วันเดียว เราจึงต้องเดินทางกลับในเย็นวันจันทร์ เพื่อกลับมาถึงมหาวิทยาลัยเช้าวันอังคาร เมื่อหักลบกันดูแล้ว เราจะมีเวลาสำรวจกันน้อยมาก เรียกได้ว่า ไปถึงปุ๊ป ก็ต้องลงสำรวจกันเลย พัก 1 คืน ตื่นมาสำรวจกันต่อ เย็นนั้นก็เดินทางกลับเลย มันช่างเป็นตารางการทำงานที่โหดมากๆ ต้องใช้ร่างกายอย่างสมบุกสมบันสุดๆ แต่มีหรือทีมอเวนเจอร์อย่างเราจะกลัว

ภาพตัดมาเช้าวันอาทิตย์ พวกเราเดินทางถึงเชียงใหม่ช้าไป 2 ชั่วโมง ซึ่งคนที่นั่นบอกว่าเป็นเรื่องปกติของรถไฟไทย (แน่นอนมาก) แถมพวกเราเกือบทุกคนยังประสบอาการเมา เนื่องจากไม่ชินกับสภาพโคลงเคลงของรถไฟไทยมาก่อน โดยเฉพาะผมถึงขนาดอ๊วกแตก จึงมาถึงด้วยอาการสะบักสะบอม

ยังไม่พอ หลังจากนั้นใช้เวลาอีก 2 ชั่วโมง เพื่อเดินทางไปยังพื้นที่ก่อสร้าง ซึ่งถนนแม่งก็คดอย่างกะสนามแข่งฟอร์มูล่าวัน ถึงที่พักก็ อ๊วกแตกกันอีกรอบ กว่าร่างกายจะฟื้นลุกขึ้นมาทำงานได้ ปาเข้าไปครึ่งค่อนวัน สภาพตอนนั้นไม่เหลือเค้าของทีมอเวนเจอร์แม้แต่น้อย แต่ละคนอย่างกะซอมบี้จากซีรีย์ Walking Dead แต่ก็กัดฟันทนทำงานจนเสร็จ

หลังจากกลับจากเชียงใหม่ ด้วยสภาพที่ “งอมพระราม” เราก็เริ่มเอาข้อมูลที่ได้มาทำงานออกแบบกัน ในช่วงนี้งานเหมือนจะผ่านไปได้อย่างราบรื่น ผมก็ได้กระจายงานให้แต่ละคนรับผิดชอบตามที่ถนัด ทุกคนก็ทำงานที่ได้รับมอบหมายเป็นอย่างดี และเมื่อดูเนื้องานแล้ว ผมก็ต้องเซอร์ไพรส์ “เฮ๊ย นี่ฝีมือมันแทบไม่ต่างจากเด็กมหาวิทยาลัยใหญ่ๆ ดังๆ เลยนี่หว่า” แสดงว่าเด็กพวกนี้มีความสามารถจริงๆ ขอเพียงให้โอกาส ไม่ปิดกั้น และลดอคติเรื่องยี่ห้อของมหาวิทยาลัยลงสักหน่อย เราจะได้เห็นงานอะไรดีๆ อีกมากมาย จากเด็กกลุ่มนี้

เราใช้เวลาออกแบบอยู่ประมาณ 1-2 เดือน จึงได้แบบร่างขั้นต้น จากนั้นจึงนำแบบไปตรวจกับทางท่านรองฯ ซึ่งท่านรองฯ ก็ชอบมาก ทุกอย่างดำเนินไปในทางที่ดี เราพัฒนาแบบต่ออีกราวๆ 2 เดือน จนถึงช่วงปิดเทอม จึงนำแบบไปนำเสนอให้กับโรงเรียน ก็ได้ความเห็นจากทั้งนักเรียน ครู ผู้ปกครอง และคนในชุมชนละแวกนั้น ลักษณะคล้ายๆ รายการ “เวทีชาวบ้าน” โดยรวมๆ พอใจแบบที่เราทำกัน ตรงนี้ทำให้หายเหนื่อยไปอีกหนึ่งเปราะ

“มันจะราบรื่นไปมั๊ยวะเนี่ย ทำไปไม่โดนแก้ ไม่โดนล้มแบบเลยวะ?” ผมบอกนักศึกษา

“ตอนทำงานส่งอาจารย์ ผมยังต้องแก้เยอะกว่านี้อีก” นักศึกษาเสริม

“นั่นดิ ผมว่ามันทะแม่งๆ”

พอไปทักเท่านั้นแหละ ความซวยก็มาเยือนในทันใด และไม่ได้มาแบบธรรมดา เพราะคราวนี้มากันทีแบบ “คอมโบ้เซ็ท” เล่นเอา อิ่ม จุใจ ไปนานเลยทีเดียว (ไม่น่าทักเลยกู)

 

ชุด Combo 1 # ฝึกงาน

ความซวยระลอกแรก มาเยือนทีมอเวนเจอร์ของพวกเรา หลังจากที่กลับมาจากประชุมชาวบ้าน ซึ่งยังเป็นช่วงปิดเทอมอยู่ ตามแผนคือให้นักศึกษาไปพักผ่อนให้เต็มที่ หลังจากนั้นเปิดเทอมจะมาลุยทำแบบก่อสร้างกัน แต่นั่นคือแผน เพราะในความเป็นจริง ก่อนเปิดเทอมเล็กน้อย ผมก็ได้รับข่าวดี

ปีนั้นเป็นปีแรกที่ทางคณะจัดระบบการฝึกงานเป็นรูปแบบใหม่ ที่เรียกว่า “สหกิจ” คือแทนที่จะฝึกเฉพาะช่วงปิดเทอมฤดูร้อนแบบปกติ เปลี่ยนมาเป็นฝึกตอนเปิดเทอม และฝึกกันทั้งเทอม คือเหมือนทำงานจริงทุกประการ และตลอด  1 เทอมนั้น นักศึกษาเองก็ไม่มีเรียนและไม่ต้องมามหาวิทยาลัย ซึ่งนี่แหละที่เป็นปัญหาของผม เพราะลูกทีมผม 3 ใน 4 คน ต้องไปฝึกงาน ซึ่งนั่นเท่ากับว่า นอกจากตัวผมแล้ว ผมเหลือไอ้แท๊คเป็นทีมงานเพียงคนเดียว กับงานทั้งหมดนี่ โอย จะบ้าตาย

เมื่อเหลือคนเท่านี้ ก็ทำกันเท่าที่มี ก็เอางานเก่าๆ ที่เคยทำไว้มาปรับแก้ แก้ไปแก้มา ชักเริ่มมึน เพราะมันเยอะมาก เขียนแบบก็ไม่ค่อยคล่อง ก็ต้องลุยกันไป ไอ้แท๊คเองก็ติดงานเรียน ก็มาช่วยได้เป็นช่วงๆ และในช่วงนี้เองที่ทำให้ผมได้โรคประจำตัวเพิ่มมาอีก 1 โรค นั่นคือ โรค CVS หรือComputer Vision Syndrome เนื่องมาจากการใช้สายตาหน้าจอคอมพิวเตอร์ติดต่อกันยาวนานเกิน มีช่วงหนึ่งผมต้องหยุดงานเป็นอาทิตย์ เพราะช่วงนั้นตาโดนแสงไม่ได้เลย จนแอบตกใจนึกว่า กูกลายเป็นแวมไพร์ไปซะแล้ว

หลังจากรักษาโรคแวมไพร์จนค่อยยังชั่ว ก็กลับมาลุยต่อ เหมือนทุกอย่างจะโอเค

“น่าจะโอเคแล้วล่ะแท๊ค คงไม่มีอะไรแล้วมั๊ง?”

“จารย์! อย่าทัก”     

…ไม่ทันแล้วว่ะ

หลังจากเผลอไปทักเข้า (อีกแล้ว) ความซวยระลอกสองจึงมาเยือน

 

ชุด Combo 2 # น้ำท่วม

ต้องบอกก่อนว่า งานทั้งหมดที่ผมกับทีมงานช่วยกันทำมานั้น เป็นการทำล่วงหน้า โดยที่ยังไม่ได้เซ็นสัญญาว่าจ้างกันอย่างเป็นทางการ คือเหมือนเป็นงานช่วยเหลือกัน เราเองก็อยากแสดงความสามารถเพื่อพิสูจน์ตัวเองด้วย โดยระหว่างนี้เงินบางส่วนทางท่านรองฯ เป็นผู้สนับสนุน เช่น การลงพื้นที่สำรวจ นอกนั้นผมต้องเป็นคนแอ๊ดว๊านซ์ออกเองทั้งหมด

แล้วผมก็ได้รับข่าวดี เมื่อท่านรองฯ เรียกผมไปเพื่อให้ทำสัญญา ซึ่งเป็นสัญญาจ้างระหว่างมหาวิทยาลัยต่อมหาวิทยาลัย โดยมีผมเป็นคนประสานงาน และวิ่งเอกสารกับทางมหาวิทยาลัยผม ประจวบเหมาะพอดีว่า ช่วงนั้นเป็นช่วงที่มีเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่พอดี มหาวิทยาลัยของผมซึ่งได้รับผลกระทบค่อนข้างเยอะ จึงต้องปิดไปโดยปริยาย ทำให้เรื่องยืดเยื้อออกไป

ในช่วงนี้มหาวิทยาลัยผมย้ายศูนย์บัญชาการไปที่อีกวิทยาเขตที่น้ำไม่ท่วม แต่ปัญหาคือ แถวบ้านกูน้ำท่วม ผมก็เลยต้องหอบสังขารตะลุยฝ่าน้ำท่วมเพื่อมาประสานงานเรื่องเอกสาร ช่วงนั้นเหมือนตัวเองเป็นพระเอกหนังสู้ชีวิตมากๆ ผมเทียวไปเทียวมาอยู่หลายรอบ กว่าจะจัดการเอกสารเรียบร้อย ทีนี้ก็ต้องเอาไปยื่นกับทางหน่วยงานราชการ ปรากฏว่า ยื่นเอกสารเกินเวลา แม่งเสียค่าปรับเป็นพัน แต่ตรงนี้ยังไม่ใช่ส่วนที่เลวร้ายที่สุด

“อาจารย์ครับ เงินค่าจ้างทางเราจะจ่ายงวดเดียวนะครับ ตอนงานเสร็จแล้ว” เจ้าหน้าที่ของทางมหาวิทยาลัยที่จ้างผมบอก

อ้าว นั่นเท่ากับว่า ระหว่างนี้กูต้องเอาเงินตัวเองออก กูไม่ได้ทุนนิยมนะ แต่คนต้องกินต้องใช้ แล้วช่วงนี้กูจะเอาอะไรแ_ก

แต่เดี๋ยวก่อน นี่ยังไม่ใช่ที่สุด

“อาจารย์ เงินค่าจ้างอาจารย์น่ะ ต้องหักเข้าศูนย์ฯ 30 เปอร์เซ็นต์นะ” เจ้าหน้าที่ของมหาวิทยาลัยที่ผมอยู่บอกกับผม

นี่แหละ ที่สุดของที่สุด พอผมถามกลับไปว่า “ค่าอะไรครับ?” ก็ได้รับคำตอบมาว่า “ค่าดำเนินการ” ดำเนินการกับพ่_มึงแน่ะ กูเนี่ย วิ่งไปวิ่งมาอยู่คนเดียว เอกสารอะไรกูก็ทำเองหมด ไม่เห็นมีใครมาช่วยกูสักคน (แต่หลังจากที่ผมบ่นไป ภายหลังเค้าก็ส่งคนมาช่วย เออ ก็ยังดี)

 

ชุด Combo 3 # ตัดงบ

เวลาล่วงเลยมาจนถึงช่วงใกล้จะส่งงาน งานแบบก่อสร้างนั้นเสร็จเรียบร้อย เหลือแต่งานโมเดลที่จะต้องทำส่ง แต่เรื่องนี้ไม่เป็นปัญหานัก เพราะสมาชิกทีมที่ไปฝึกงานได้กลับมาแล้ว (ปลื้มใจน้ำตาจะไหล) ผมจึงต้องเรียกรวมพลครั้งสุดท้าย

Avengers Assemble!!

การรวมพลครั้งนี้สังเกตได้ชัดว่า ทุกคนกลับมาด้วยฝีมือเทพกว่าเดิม คงเป็นผลมาจากการฝึกงาน โชคดีที่ทีมงานของผมพักอยู่หอเดียวกันหมด เราจึงใช้ที่นั่นเป็นโรงงานนรก ทำงานกันทั้งวันทั้งคืน มีการเรียกสมาชิกเฉพาะกิจมาร่วมทีมอีกหลายคน เพื่อให้งานนี้เสร็จทัน เพราะถ้าไม่ทัน จะไม่ได้เสียชื่อเฉพาะผม หรือนักศึกษา แต่จะเป็นทั้งมหาวิทยาลัย เพราะฉะนั้น งานนี้ต้องเต็มที่ และพลาดไม่ได้

ระหว่างนี้ทางมหาวิทยาลัยแจ้งมาว่า สามารถเบิกงบมาใช้เป็นค่าดำเนินการก่อนได้ พอได้ค่าจ้างแล้วค่อยใช้คืน ซึ่งก็น่าสนใจดี ผมเลยทำเรื่องเบิกไป ปรากฏว่า โดยตรวจสอบโน่นนี่ละเอียดยิบ จะซื้อวัสดุอะไรก็ต้องมีใบเสนอราคาจากร้าน อะไรวุ่นวายไปหมด สุดท้ายผมเลยตัดปัญหา ออกเองแม่งเลย หมดเรื่องหมดราว

หลังจากตรากตรำกันอยู่ร่วม 2 อาทิตย์ เราก็สามมารถส่งงานได้ทันตามกำหนด (ความจริงแล้วส่งใน 4 โมงเย็นขอวันเส้นตาย เป็นอะไรที่เฉียดฉิวมาก) ถือเป็นความสำเร็จของทีมอเวนเจอร์ ที่เราทุกคนต่างภูมิใจกันเป็นอย่างมาก และหวังว่าโครงการนี้จะเป็นรูปเป็นร่างไวๆ

แต่หลังจากนั้นไม่นานก็ได้รับการแจ้งข่าวจากท่านรองฯ

“โครงการก่อสร้างคงต้องชะลอไปก่อนนะครับ”

โดยสาเหตุที่ต้องชะลอ ก็เนื่องมาจากน้ำท่วม ทำให้งบประมาณด้านการก่อสร้างในปีนั้นของทุกหน่วยงานราชการไม่ได้รับการอนุมัติ

พวกเราฝันสลายเล็กๆ ถึงจะได้เงินมาแล้ว รวมทั้งได้พิสูจน์ตัวเองแล้ว แต่มันก็ยังเสียดายที่โครงการนี้ไปไม่สุดอย่างที่ตั้งใจ

 

ตอนนี้ทั้งผมและทีมงานก็ยังหวังอยู่ว่า สิ่งที่พวกเราทำไปทั้งหมดนั้นจะไม่สูญเปล่า อยากให้งานนี้ได้สร้างจริงในเร็ววัน เพราะจะมีประโยชน์ต่อสังคมมากๆ แต่อย่างน้อย ถ้าไม่ได้สร้างก็ไม่เป็นไรเพราะเราได้พิสูจน์ตัวเองไปเรียบร้อยแล้ว

ไม่มีอะไรต้องพิสูจน์กันอีก

Comments

comments