Walllasia Office

Walllasia Office

ข้อจำกัดหนึ่งที่ผู้ใช้อาคารประเภทห้องแถวหรือทาวน์เฮาส์ต้องเผชิญนั่นคือ โอกาสในการสัมผัสกับธรรมชาตินั้นมีน้อย เมื่อเทียบกับอาคารประเภทหลังเดี่ยว เนื่องด้วยผนังด้านข้างทั้ง 2 ของอาคารแต่ละหน่วยนั้น ต้องใช้ร่วมกับหน่วยข้างเคียง ทำให้มีเพียงผนังด้านหน้าและด้านหลังของอาคารเท่านั้น ที่จะสามารถเปิดช่องเปิดได้ ประกอบกับกระบวนการออกแบบอาคารประเภทนี้ที่ส่วนใหญ่มักทำเพื่อตอบสนองผลประโยชน์ในเชิงธุรกิจมาเป็นลำดับแรก โดยละเลยที่จะคำนึงถึงการนำสภาวะแวดล้อมรอบข้างมาให้ประโยชน์ภายในอาคาร เหล่านี้จึงกลายเป็นข้อจำกัด ที่ทำให้ผู้ใช้อาคารประเภทนี้ส่วนมาก เลือกที่จะปิดตัวเองอยู่ในกล่องทึบ ภายใต้สภาพแวดล้อมเทียม หากแต่ในบรรดาคนเหล่านั้น มิได้รวม สุริยะ อัมพันศิริรัตน์ อยู่ด้วย

แต่เดิมอาคารทาวเฮาส์ของสุริยะ ซึ่งตั้งอยู่บริเวณถนนเสรีไทย เขตบึงกุ่ม หลังนี้ ถือได้ว่า ไม่แตกต่างจากทาวน์เฮาส์แบบมาตรฐาน ที่สามารถพบเจอได้ทั่วไปตามเขตเมืองและชานเมือง คือเป็นทาวน์เฮาส์ 2 ชั้น โครงสร้างเป็นคอนกรีตเสริมเหล็ก กว้างประมาณ 4 เมตร ลึกประมาณ 16 เมตร พื้นที่ใช้งานต่อหน่วยประมาณ 90 ตารางเมตร แต่หลังจากที่เขาได้เข้ามาอาศัย เขาก็มีแนวคิดที่จะดัดแปลงทาวน์เฮาส์ธรรมดาหลังนี้ ให้มีความพิเศษ แตกต่างไปจากอาคารอื่นๆ

IMG_1328

การดัดแปลงทาวน์เฮาส์หลังนี้ เริ่มมีพัฒนาการมาตามลำดับ โดยเริ่มจากที่สุริยะได้ซื้อทาวน์เฮาส์หน่วยแรก เมื่อประมาณ 10 กว่าปีมาแล้ว และใช้อาคารแห่งนี้เป็นทั้งที่พักอาศัยและสำนักงาน “แนวคิดพื้นฐานตอนแรก ผมเลือกที่จะออกแบบอาคารให้เหมาะกับเรา บ้านเราเป็นเมืองร้อน ผมเลยมีแนวคิดจะเปิดให้เป็นพื้นที่โล่งให้มากที่สุด” สุริยะอธิบายถึงแนวคิดเบื้องต้นในการออกแบบดัดแปลงอาคารเดิม และด้วยความที่ Walllasia ซึ่งเป็นบริษัทของเขานั้น รับงานออกแบบและจัดสวนเป็นหลัก เขาจึงตั้งใจที่จะเนรมิตให้ทาวน์เฮาส์เล็กๆ หลังนี้ เสมือนหนึ่งว่าตั้งอยู่กลางป่าที่มีต้นไม้ร่มรื่น เขายอมเสียพื้นที่ด้านหน้าอาคาร ซึ่งปกติจะเป็นที่จอดรถยนต์ให้เป็นพื้นที่ของสวน มีการนำต้นไม้ขนาดใหญ่มาปลูก เพื่อสร้างบรรยากาศของความเป็นป่าในเมือง

การจัดพื้นที่ใช้สอยภายในอาคารจะเน้นที่ความเรียบง่าย โดยชั้น 1 จะเป็นพื้นที่ของสำนักงานทั้งหมด ชั้นที่ 2 เป็นส่วนอเนกประสงค์และพักอาศัย โดยสุริยะได้ทลายกำแพงด้านหน้าของชั้นนี้ออก เพื่อเปิดรับลมธรรมชาติและทิวทัศน์จากสวนด้านหน้าบ้าน เขายังได้ต่อเติมบันไดด้านหน้าเพิ่มอีก 1 แห่ง เพื่อให้สามารถเข้า-ออก ชั้นนี้ได้โดยตรงจากด้านหน้า โดยที่ไม่ต้องผ่านสำนักงานที่ชั้นล่าง และได้ยื่นพื้นชั้น 2 ออกไปด้านหน้า ให้เป็นเสมือนระเบียงใต้ต้นไม้ ไว้เป็นมุมสำหรับนั่งเล่นและพักผ่อน สุริยะยังใช้พื้นที่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ด้วยการเพิ่มพื้นที่ใช้งานในส่วนที่ว่างใต้หลังคา โดยเขาได้ดัดแปลงให้เป็นระเบียงขนาดเล็กเชื่อมกับสวนด้านหน้า และใช้พื้นที่ด้านในเป็นห้องสำหรับเก็บของ

ในการดัดแปลงทาวน์เฮาส์นั้น สุริยะได้ให้ความสำคัญกับเรื่องโครงสร้างและงานระบบเป็นอย่างมาก เขาจะไม่ดัดแปลงโครงสร้างเสาและคานเดิม แต่จะสร้างโครงสร้างเหล็กเสริมเข้าไป ในขณะที่ห้องน้ำและระบบท่อทั้งหมดก็จะอยู่ตำแหน่งเดิม เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาที่อาจเกิดขึ้นจากการขยับแนวท่อ “แนวคิดของผมเหมือน คนสวมแหวน สิ่งที่ผมต่อเติมจะไม่กระเทือนกับโครงสร้างเดิมเลย เพียงแค่แตะเบาๆ เหมือนกับคนสวมแหวน นิ้วก็ยังเป็นนิ้วเราอยู่ แหวนก็ยังเป็นแหวน แต่มันอยู่ด้วยกันได้” สุริยะอธิบาย วัสดุที่ใช้ประกอบอาคารทั้งหมดจะเน้นที่ความดิบ อันแสดงออกซึ่งเนื้อแท้ของวัสดุ ไม่ว่าจะเป็น เหล็ก ปูนเปลือย และไม้ ทั้งหมดถูกนำมาจัดวางให้สามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างไม่ขัดไม่เขิน

แนวคิดการเปิดอาคารเพื่อรับธรรมชาติภายนอกในช่วงแรกนั้น ถือได้ว่าประสบความสำเร็จในระดับที่ดี ผู้ที่พักอาศัยภายในสามารถสัมผัสกับบรรยากาศที่ร่มรื่นของธรรมชาติได้เป็นอย่างดี ตัวอาคารภายนอกเป็นที่ประทับใจแก่ผู้พบเห็น แต่กระนั้น ก็ยังไม่ใช่ที่สุดอย่างที่สุริยะตั้งใจเอาไว้ จวบจนเมื่อประมาณ พ.ศ.2554 เขาได้ซื้อทาวน์เฮาส์เพิ่มอีก 1 หน่วย โดยเป็นหน่วยที่ติดกันด้านหลัง ซึ่ง ณ จุดนี้ ได้กลายเป็นโอกาสสำคัญให้เขาได้ทดลองทำในสิ่งใหม่ๆ ที่เขาอยากจะทำมานาน

IMG_1337

ในอาคารหน่วยที่เพิ่มมาใหม่นั้น พื้นที่ใช้งานภายในถูกจัดให้สัมพันธ์กับอาคารเดิม โดยชั้น 1 ถูกปรับเป็นห้องประชุม และส่วน Workshop ที่สัมพันธ์กับสำนักงานเดิม ชั้น 2 เป็นห้องทำงานย่อย และระเบียงสำหรับพักผ่อนบริเวณทางออกอีกฟาก รวมทั้งมีห้องใต้หลังคาเช่นเดียวกับในอาคารหน่วยแรก วัสดุที่ใช้ในการต่อเติมครั้งนี้ เป็นการสานต่อแนวคิดการใช้วัสดุมาจากก่อนหน้า คือเน้นที่ความดิบและเนื้อแท้ของวัสดุ โดยเหล็กยังคงได้รับเลือกเป็นวัสดุหลักเช่นเดิม และถูกเน้นให้เด่นชัดมากขึ้น

สิ่งที่ได้จากการต่อเติมครั้งนี้ นอกเหนือจากได้อาคารเพิ่มขึ้น 1 หน่วยแล้ว เขายังได้พื้นที่ตรงกลางระหว่างอาคาร เป็นเสมือนผลพลอยได้ที่เพิ่มเข้ามา โดยแต่เดิมนั้นอาคารแต่ละหน่วยจะมีพื้นที่ด้านหลังขนาดไม่ใหญ่มาก แต่เมื่อพื้นที่ด้านหลังของอาคาร 2 หน่วยมารวมกัน จึงได้กลายเป็นพื้นที่ขนาดใหญ่ และมีความสำคัญต่อการออกแบบเป็นอย่างมาก ซึ่งสุริยะเลือกที่จะเปิดพื้นที่ส่วนกลางนี้ให้เป็นที่โล่ง ในลักษณะของ Courtyard ที่แสงสว่างและลมธรรมชาติสามารถเข้ามาได้ เพื่อแทรกบรรยากาศของความเป็นธรรมชาติให้มาอยู่ภายในอาคารอีกช่องทาง พื้นที่นี้ยังถูกออกแบบให้เป็นเสมือน “หัวใจ” ของอาคาร เนื่องจากอยู่บริเวณศูนย์กลาง และทำหน้าที่ยึดโยงอาคารทั้ง 2 หน่วย ทั้งเก่าและใหม่เข้าไว้ด้วยกัน

ในบริเวณ Courtyard กลางนี้ ถูกตกแต่งโดยจำลองธรรมชาติเข้ามาไว้ภายใน “ผมใช้พื้นที่เล็กๆ แต่มันมีครบทุกอย่าง คนอื่นอาจใช้พื้นที่เป็น 10 ไร่ แต่ผมใช้พื้นที่แค่นี้ แล้วได้ความรู้สึกเท่ากัน” สุริยะอธิบาย โดยสิ่งที่เขานำเข้ามาตกแต่งนั้น จะนำมาใช้ในเชิงสัญลักษณ์ ไม่ว่าจะเป็น บ่อปลาเป็นสัญลักษณ์แทนน้ำ แสดงถึงความชุ่มชื้น และมีปลาเป็นตัวแทนของสัตว์ ด้านบนของบ่อปลาเป็นโครงสร้างเหล็กที่มีพื้นเป็นเหล็กตะแกรง เพื่อให้คนที่เดินอยู่ด้านบน สามารถมองเห็นน้ำที่อยู่ด้านล่างได้ โดยมีก้อนหินเป็นตัวแทนของภูเขาและธรรมชาติวางอยู่ตามมุมต่างๆ แทรกด้วยพืชพรรณไม้ตามก้อนหินและที่เกาะอยู่ตามผนัง  ซึ่งเป็นตัวแทนของป่าไม้ พื้นที่แห่งนี้จึงเต็มไปด้วยความมีชีวิตชีวา ที่อาคารทั้ง 2 หน่วยสามารถสัมผัสได้ “ผมอยากให้ที่นี่เป็นเหมือนบ้านธรรมดาหลังหนึ่ง แต่เมื่อเดินเข้ามาจะมาเจอสภาพแวดล้อมที่คาดไม่ถึง เหมือนในหนังการ์ตูน ที่เดินเข้ามาข้างในนี้ แล้วจะเจอกับโลกอีกโลกหนึ่ง” เขาอธิบายเพิ่มเติม

นอกจากเปิดเป็นพื้นที่โล่งและตกแต่งเป็นสวนเพื่อเพิ่มความเป็นธรรมชาติแล้ว Courtyard กลาง ยังถูกใช้ประโยชน์เป็นทางสัญจรร่วมกันของทาวน์เฮาส์ทั้ง 2 หน่วย เนื่องจากอยู่ในบริเวณที่เป็นศูนย์กลาง บันไดโครงสร้างเหล็กสำหรับขึ้น-ลง จึงถูกเสริมเข้ามาในบริเวณนี้ เพื่อให้อาคารทั้ง 2 หน่วยสามารถใช้ประโยชน์ร่วมกันได้ และรื้อบันไดเดิมของแต่ละหน่วยออก เนื่องจากไม่มีความจำเป็นต้องใช้อีกต่อไป ทำให้ภายในมีพื้นที่ใช้งานเพิ่มขึ้น

IMG_1297

สิ่งหนึ่งที่สุริยะพยายามที่จะทำมาตลอดนั่นคือ การนำลมธรรมชาติเข้ามาใช้ในอาคารให้มากที่สุด แต่ด้วยข้อจำกัดในตอนแรก ซึ่งอาคารมีเพียงหน่วยเดียว ทำให้ลมไม่สามารถพัดเข้ามาได้อย่างเต็มที่ เนื่องจากไม่มีทางช่องทางสำหรับให้ลมระบายออก แต่เมื่ออาคารมีเพิ่มเป็น 2 หน่วยปัญหานี้ก็ได้รับการแก้ไข เขาสามารถเปิดช่องโล่งเป็นแนวตลอดช่วงความยาวของอาคารในชั้น 2 ทำให้ลมสามารถถ่ายเทได้อย่างเต็มที่ โดยช่องที่เปิดนี้จะมีทั้งช่องทางเดินแคบที่กว้างประมาณ 1 เมตร สลับกับโถงโล่ง เล็ก-ใหญ่ สลับกันไปเช่นนี้ ซึ่งเขาค้นพบว่า ช่วยทำให้อากาศเกิดการหมุนเวียนได้ดี ผสานกับการมี Courtyard ซึ่งรับลมและแสงจากด้านบน ทำให้อาคารทาวน์เฮาส์เล็กๆ หลังนี้ สามารถเปิดรับธรรมชาติได้จากทุกทิศทาง

เสน่ห์ที่สำคัญของผลงานชิ้นนี้คือ ทาวน์เฮาส์หลังนี้จะไม่หยุดนิ่ง โดยจะมีการพัฒนาและปรับเปลี่ยนรูปร่างอยู่เสมอ คล้ายกับสิ่งมีชีวิต ซึ่งตัวสุริยะเองมองว่า อาคารหลังนี้นั้นแตกต่างจากงานชิ้นอื่นๆ ที่เขาออกแบบให้กับลูกค้า เนื่องจากเขาจะดัดแปลงและต่อเติมไปเรื่อยๆ เสมือนเป็นห้องทดลอง ที่ใช้ทดลองทำอะไรใหม่ๆ ก่อนที่จะนำไปออกแบบให้กับงานลูกค้า “ของเรามันเป็นการศึกษาไปด้วย คือเราศึกษาข้อมูลแล้วก็มาทดลองทำกับบ้านของเราเอง…คำว่า บ้าน ของผมกับของคนอื่นมันไม่เหมือนกัน สำหรับผมบ้านคือของเล่น คือเพื่อน ผมสามารถเล่นกับมันได้ จะทุบจะทำอะไรมันก็ได้ เพราะมันคือของเล่นของผม” เขากล่าว

IMG_1329

ในระยะเวลาอันใกล้นี้ สุริยะมีแผนที่จะต่อเติมระเบียงบริเวณ Courtyard ชั้น 3 เพิ่ม เพื่อใช้เป็นที่สำหรับนอนดูดาว รวมทั้งมีแผนที่จะสร้างแกลลอรี่ขนาดเล็ก ความยาว 40 เมตร ตลอดแนวทางเดินของอาคาร ซึ่งอยู่ในแผนที่เขาจะทำระยะต่อไป “เราออกแบบให้ส่วนหลักๆ เสร็จสมบูรณ์ก่อน ที่เหลือเราสามารถปรับเปลี่ยนได้” เขากล่าวเสริม

ในการออกแบบงานสถาปัตยกรรมทุกชิ้น ย่อมมีข้อจำกัด แต่สุริยะ อัมพันศิริรัตน์ ผู้นี้ กลับไม่เคยยอมให้สิ่งเหล่านั้น มาเป็นอุปสรรคกีดขวางการสร้างสรรค์งานของตน เขารู้วิธีที่จะปรับเปลี่ยน ดัดแปลง และใช้ทักษะในการออกแบบที่มีอยู่ เอาชนะข้อจำกัดเหล่านั้น ผลงานของเขา ล้วนสะท้อนการทำงานภายใต้ข้อจำกัดได้เป็นอย่างดี เช่นเดียวกับการดัดแปลงทาวน์เฮาส์ ที่เขาค้นพบว่า ข้อจำกัดสำคัญที่สุดคือทัศนคติของผู้ออกแบบ

“ตอนแรกเพื่อนก็เตือนนะ ว่าอย่าไปทำเลยทาวน์เฮาส์ ทำแล้วยุ่ง ข้อจำกัดมันเยอะ ทำไปก็เหนื่อยเปล่า ไม่คุ้ม แต่พอเราทำไปถึงที่สุดแล้วก็พบว่า มันก็ดีนะ มันทำให้ได้ข้อคิดว่า ในบางครั้งเราอาจเลือกที่ที่เราอยู่ไม่ได้ แต่ด้วยความที่เราเป็นนักออกแบบ ไม่ว่าคุณจะอยู่ที่ไหน คุณต้องทำยังไงก็ได้ ให้ที่ที่คุณอยู่มันสวย ให้มันน่าอยู่ นั่นแหละที่สำคัญที่สุด” สุริยะกล่าวเป็นการทิ้งท้าย

IMG_1351

Image / Photo : แมลงภู่

Comments

comments