สถาปัตยกรรม(ยั่งยืน) ในมุมมองพุทธปรัชญา

สถาปัตยกรรม(ยั่งยืน) ในมุมมองพุทธปรัชญา

จริงๆ แล้วศาสนาคือ ธรรมะ ซึ่งก็คือธรรมชาติ คือความเข้าใจในธรรมชาติ ความเข้าใจในทุกสรรพสิ่ง ว่ามันเกี่ยวโยงกันได้ยังไง พอเราเข้าใจมัน เราก็จะเห็นความเชื่อมโยง สุริยะ เล่าถึงสิ่งที่เขาได้จากปรัชญาพุทธ ซึ่งเขาสนใจศึกษามาโดยตลอด ควบคู่กับการเรียนด้านสถาปัตย์ โดยที่เขาเองก็ไม่ได้คาดคิดมาก่อนว่า วันหนึ่งทั้งสองศาสตร์ที่เขาสนใจ ที่ดูเหมือนจะแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงนั้น จะเชื่อมโยงและหลอมรวมกันเป็นหนึ่งเดียวด้วยฝีมือเขา จนกลายเป็นทิศทางใหม่ของสถาปัตยกรรมที่ทั้งโลกต่างพากันจับตา

หลังจากที่ สุริยะ อัมพันศิริรัตน์ จบการศึกษาทางด้านสถาปัตยกรรม จากคณะครุศาสตร์สถาปัตยกรรม สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าฯ ลาดกระบัง เขาได้ทำงานเขียนภาพสถาปัตยกรรม (Perspective) จากนั้นจึงหันมารับงานจัดสวน ซึ่งกลายเป็นอาชีพหลักเลี้ยงปากเลี้ยงท้องเขาอยู่ช่วงระยะเวลาหนึ่ง และงานนี้คงจะเป็นอาชีพหลักของเขาต่อไป หากไม่พบกับเหตุการณ์ที่ทำให้ชีวิตเขาเริ่มเข้าสู่จุดพลิกผันครั้งสำคัญ

จริงๆ แล้วผมไม่เคยคิดที่จะทำงานทางสถาปัตยกรรมเลยนะ (หัวเราะ) คือที่อยากเรียนก็เพราะว่า เราอยากสร้างบ้านให้ตัวเองเท่านั้น พอหลังจากเรียนจบก็ทำงานหลายอย่างที่คาบเกี่ยวกับสถาปัตยกรรมบ้าง แต่ไม่ใช่ด้านสถาปัตย์เต็มตัว จนกระทั่งมีโอกาสได้มาทำงานออกแบบให้หลานนี่แหละ ที่ทำให้ผมค้นพบว่า สิ่งที่เราอยากทำจริงๆ ก็คือ งานสถาปัตย์นี่เอง เขาเล่าถึงจุดพลิกผันที่ทำให้เขาได้มาออกแบบสถาปัตยกรรมชิ้นแรก ซึ่งไม่ใช่บ้าน หรืออาคารพาณิชย์เหมือนสถาปนิกทั่วๆ ไป หากแต่เป็น กุฏิ

สุริยะได้ทำการออกแบบกุฏิหลังแรก เมื่อประมาณปี พ.ศ.2548 ให้กับหลานซึ่งบวชและจำพรรษาอยู่ที่วัดเขาพุทธโคดม อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี หลังจากนั้นจึงได้ออกแบบกุฏิอีก 10 กว่าหลัง ให้กับบรรดาพระสงฆ์ที่จำพรรษาอยู่ในวัด ด้วยความงามอันแปลกตาของกุฏิฝีมือสุริยะ ทำให้นิตยสาร art4d ซึ่งเป็นนิตยสารที่นำเสนอเกี่ยวกับงานสถาปัตยกรรม ให้ความสนใจและได้ทำการตีพิมพ์เพื่อเผยแพร่ หลังจากนั้นชื่อของสุริยะ จึงเริ่มเป็นที่รู้จักในวงกว้างขึ้น

01

ในเวลาต่อมา เขาได้ออกแบบสถาปัตยกรรมอีกหลายชิ้น ทั้งอาคารปฏิบัติธรรม อาคารเรียนพระสงฆ์ หอไตร และพิพิธภัณฑ์ ซึ่งทั้งหมดล้วนเป็นงานที่เกี่ยวข้องกับวัดทั้งสิ้น จนกระทั่งในอีก 1 ปีต่อมา ชื่อของสุริยะจึงเริ่มเป็นที่รู้จักในระดับนานาชาติ เมื่อเขาได้รับรางวัลจากนิตยสารสถาปัตยกรรมชื่อดังระดับโลก AR awards for Emerging Architecture 2006 กับผลงานหมู่กุฏิในวัดเขาพุทธโคดม

ค.ศ.2012 สุริยะได้เดินทางมาถึงหลักไมล์สำคัญของการประกอบวิชาชีพสถาปัตยกรรม เมื่อเขาได้รับเลือกให้เป็น 1 ใน 5 สถาปนิกจากทั่วโลก (เป็นคนไทยคนแรก) ที่ได้รับรางวัล Global Award for Sustainable Architecture รางวัลที่มอบให้กับสถาปนิกซึ่งมีแนวทางการออกแบบที่ให้ความสำคัญกับความยั่งยืนและสิ่งแวดล้อม

ผมสมมุติว่ามีดอกไม้อยู่ดอกหนึ่ง ขึ้นอยู่ ณ ที่ใดที่หนึ่ง การที่มันเกิดขึ้นบริเวณนั้นได้เพราะมีหลายๆ อย่างประจวบเหมาะ ดินเหมาะสม อากาศเหมาะสม ความชื้นเหมาะสม ดอกไม้ดอกนี้ไม่มีทางเลยที่จะขึ้นในที่อื่น อีกที่หนึ่งก็ต้องเป็นของดอกไม้อีกดอกหนึ่ง คำว่า ยั่งยืนก็คือสิ่งเหล่านี้ เช่นเดียวกับการทำงาน เราก็ทำให้มันเกิดขึ้นเหมือนดอกไม้ สุริยะกล่าวถึงนิยามความยั่งยืนในมุมมองของเขา

b13

ตามทัศนะของสุริยะแล้วเห็นว่า ความยั่งยืน กับปรัชญาพุทธศาสนานั้น มีความสัมพันธ์กันอย่างแยกไม่ออก “ผมว่าทั้ง 2 อย่างนี้เป็นเรื่องเดียวกันนะ ปรัชญาทางพุทธทำให้เราทราบว่า เราเกิดมาทำไม? เป้าหมายชีวิตเราคืออะไร? แล้วทีนี้พอเรามองเห็น เราก็จะรู้ว่า จริงๆ แล้ว เราเกิดมาก็ต้องทำความดี ทำใจให้เป็นสุข ไม่เบียดเบียนใคร ดังนั้น ที่อยู่อาศัยเราก็ต้องอยู่อย่างสบาย มีความสุข แล้วก็ต้องกลมกลืนกับธรรมชาติ ไม่เบียดเบียนธรรมชาติ”

แนวคิดเช่นนี้ ได้ปรากฏอยู่ในผลงานสถาปัตยกรรมฝีมือเขาทุกชิ้น ที่ล้วนถูกสร้างขึ้นโดยนำบริบททางด้านที่ตั้ง ทั้งภูมิประเทศ ภูมิอากาศ ต้นไม้ และสภาพแวดล้อมโดยรอบ มาเป็นองค์ประกอบในการออกแบบ สถาปัตยกรรมที่เกิดขึ้นจึงไม่แบ่งแยกตัวเองออกจากบริบท และสร้างผลกระทบในทางลบต่อสภาพแวดล้อมโดยรอบให้น้อยที่สุด ดังเช่นในผลงาน อาคารเรียนพระสงฆ์ วัดเขาพุทธโคดม ที่ได้รับรางวัลเหรียญทองสถาปัตยกรรมดีเด่น ประเภทอาคารประหยัดพลังงานและรักษาสภาพแวดล้อมอาคารประจำปี 2551 จากสมาคมสถาปนิกสยาม ในพระบรมราชูปถัมภ์

อาคารเรียนสำหรับพระสงฆ์ มีแนวคิดในการออกแบบให้สอดคล้องกับวัตรปฏิบัติของสงฆ์ โดยเน้นการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของผู้ใช้งานให้คล้อยตามธรรมชาติ มากกว่าปรับธรรมชาติให้เข้ากับพฤติกรรม ในเวลากลางวันซึ่งมีแสงสว่าง อาคารหลังนี้จะใช้สำหรับเป็นที่เรียน มีการออกแบบหลังคาให้แสงธรรมชาติสามารถลอดผ่านเข้ามาได้เพื่อลดการใช้พลังงานจากไฟฟ้า ผนังของอาคารเปิดโล่งเพื่อให้สามารถระบายอากาศตามธรรมชาติได้อย่างเต็มที่ ในเวลากลางคืนซึ่งภายนอกมืด อาคารนี้จะถูกใช้เป็นพื้นที่สำหรับจำวัตร ทำให้ไม่ต้องใช้ไฟฟ้า

b20

รูปลักษณ์ของตัวอาคารถูกออกแบบอย่างเรียบง่าย ไร้การประดับประดาตกแต่งที่ฟุ่มเฟือย แสดงถึงความพอดี ไม่น้อยไปจนขัดสน และไม่มากไปจนฟุ้งเฟ้อ เป็นปรัชญาเรื่อง “ทางสายกลาง” ซึ่งเป็นแก่นของพุทธศาสนา ที่เขาบรรจงสอดแทรกไว้ในงานออกแบบ       วัสดุที่เลือกนำมาใช้ในการก่อสร้างสถาปัตยกรรมของสุริยะ ล้วนคำนึงถึงที่สามารถหาได้ง่ายและไม่สิ้นเปลือง มีการใช้วัสดุสำเร็จรูปในทุกส่วน ทั้งโครงสร้างหลัก ผนัง และหลังคา เพื่อความสะดวกรวดเร็วในการก่อสร้าง และยังรบกวนภูมิประเทศดั้งเดิมให้น้อยที่สุด นอกจากนี้เขายังมองว่า วัสดุเหล่านี้เป็น “วัสดุพื้นถิ่นสมัยใหม่” ที่เหมาะสมและสอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจและสังคมในยุคปัจจุบัน

ในฐานะสถาปนิก สุริยะนั้นตระหนักดีว่า การสร้างสถาปัตยกรรมขึ้นมาสักชิ้น ณ ที่ใดที่หนึ่ง ย่อมหมายถึงทรัพยากรธรรมชาติจำนวนหนึ่งต้องถูกทำลายลงไป เพื่อแปรสภาพมาเป็นวัสดุที่ใช้ในการก่อสร้าง และในขั้นตอนการก่อสร้าง ระบบนิเวศในบริเวณนั้นจะต้องถูกทำลายเพื่อให้สถาปัตยกรรมชิ้นนั้นได้เกิดขึ้นมา ดังนั้น สถาปัตยกรรมที่ไม่ทำลายสภาพแวดล้อมย่อมเคยไม่มีอยู่ในโลกแห่งความเป็นจริง

นั่นคือเหตุผลว่าทำไมเราถึงต้องเรียนสถาปัตย์หลายๆ ปี แล้วต้องฝึกฝนระยะยาว เพราะว่า งานสถาปัตยกรรมเป็นงานที่ทำลายธรรมชาติมากที่สุดในบรรดางานพวกศิลปะด้วยกัน เพราะฉะนั้น ในเมื่อมันทำลายมากที่สุด เราก็ต้องเข้าใจมัน ต้องสร้างสิ่งที่ดีขึ้นมาชดเชย แล้วถ้าเราเข้าใจจริงๆ ก็จะช่วยให้เราทำลายน้อยตั้งแต่ต้น สุริยะกล่าวแสดงทัศนะเป็นการทิ้งท้าย

05

​    แหล่งข้อมูล

เนื้อหาส่วนใหญ่ได้จากการสัมภาษณ์ สุริยะ อัมพันศิริรัตน์ เมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม 2557

เนื้อหาบางส่วนเป็นบทสัมภาษณ์ที่เคยตีพิมพ์ใน B-1 Magazine ฉบับที่ 33 ปี 2010

และ ฉบับที่ 56 ปี 2012

Image / Photo : www.walllasia.com

Comments

comments