Interview : รศ.อนุวิทย์ เจริญศุภกุล

Interview : รศ.อนุวิทย์ เจริญศุภกุล

ผมเคยมีโอกาสสัมภาษณ์ รศ.อนุวิทย์ เจริญศุภกุล ไว้ เมื่อครั้งที่ผมจบการศึกษาในระดับปริญญาตรี ช่วงประมาณปี พ.ศ.2547 ในประเด็นเรื่อง “สถาปนิกกับการรับใช้ชุมชน” แม้เวลาจะผ่านไปนานแล้ว แต่เมื่อผมย้อนกลับมาอ่านบทสัมภาษณ์นี้อีกครั้ง ก็พบว่า เนื้อหาของบทความยังคงร่วมสมัยอยู่ จึงได้นำมาลงไว้ ณ ที่นี้ เผื่อผู้อ่านท่านหนึ่งท่านใดจะได้แรงบันดาลใจจากบทความนี้เช่นเดียวกับผม

สถาปนิกกับการรับใช้ชุมชน

ท่ามกลางกระแสทุนนิยมอันเชี่ยวกราก ที่ไหลบ่าเข้ามาถาโถมสังคมไทยอยู่ในขณะนี้นั้น ทุกภาคทุกส่วนของสังคมต่างขานรับและดำเนินการตามกระแสนี้อย่างเคร่งครัด โดยสะท้อนออกมาทางนโยบายการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม รวมทั้งด้านการศึกษา สำหรับในวงการศึกษาด้านสถาปัตยกรรมนั้น นักศึกษาสถาปัตยกรรมต่างก็ถูกสอนมาให้รับใช้ระบบทุนนิยม และเกือบทั้งหมดของนักศึกษาเมื่อจบการศึกษาแล้ว ก็จะเข้ามาทำงานในระบบทุนนิยม โดยละทิ้งชุมชนดั้งเดิมซึ่งเปรียบเสมือนรากเหง้าของเรา หลักฐานที่เป็นรูปธรรมได้ปรากฏให้เห็นได้ทั่วไปในเมืองใหญ่ที่มีการขยายตัวทางเศรษฐกิจอย่างสูงผ่านทางรูปแบบสถาปัตยกรรมสมัยใหม่ จึงมีคำถามเกิดขึ้นว่า สถาปนิกเองควรมีบทบาทอย่างไรในการถ่วงดุลทั้ง 2 ทางให้สมดุลกัน เพราะการพัฒนานั้นมิอาจแยกออกจากกันได้ต้องพัฒนาควบคู่กันไป ในโอกาสนี้เป็นโอกาสดีที่บัณฑิตใหม่หรือว่าที่สถาปนิก จะได้รับรู้ถึงความคิดเห็นและมุมมองจากท่านอาจารย์อนุวิทย์ เจริญศุภกุล เกี่ยวกับประเด็นนี้ เพื่อใช้เป็นวัตถุดิบในการออกไปประกอบอาชีพในอนาคตอันใกล้นี้

อาจารย์มีมุมมองอย่างไรบ้างครับ ในประเด็นที่ว่า “สถาปนิกกับการรับใช้ชุมชน”

คือ…เราต้องยอมรับความจริงว่า เศรษฐกิจปัจจุบันมันเป็นเศรษฐกิจแบบทุนนิยม เพราะฉะนั้นหลักสูตรที่เราเรียนอยู่นี้ พูดตามจริงมันคือทางไปรับใช้ระบบทุนนิยม ซึ่งเป็นคนกลุ่มหนึ่งของสังคมที่อยู่ในระดับสูง แต่ในความเป็นจริงแต่ไหนแต่ไรมาแล้ว ยังมีคนระดับล่างหรือระดับกลางซึ่งต้องการสถาปนิก แต่ว่าเค้าไม่มีค่าตอบแทน คือค่าแบบที่มากพอที่สถาปนิกสนใจ แต่ในความเป็นจริงแล้วถ้าพูดในแง่วิชาการ สถาปนิกจำนวนหนึ่งน่าจะลงไปช่วยสังคมระดับล่างๆในส่วนนี้ แต่ว่าปัญหาก็มีอีกว่าการใช้กำลังปัญญา กำลังสมองเพื่อจัดการกับปัญหาทางสถาปัตย์ระดับล่างลงไปเนี่ย ต้องใช้พละกำลังมากพอกับการสร้างสรรค์งานสถาปัตยกรรมให้กับเศรษฐกิจแบบทุนนิยม เพราะฉะนั้นเมื่อเป็นอย่างนี้แล้วสถาปนิกจำนวนมากก็ละเลยหน้าที่นี้ไปไม่มีความสนใจในส่วนนี้ อันนี้เป็นเรื่องธรรมดาของสังคม

เท่ากับว่าในปัจจุบันสถาปนิกต่างทำเพื่อปากท้องอย่างเดียว โดยลืมที่จะทำเพื่อสังคมรึเปล่าครับ

คือโดยระบบส่วนใหญ่เนี่ยอย่างที่ผมพูดตอนต้นน่ะ มันสนองเศรษฐกิจแบบทุนนิยมอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นเมื่อเค้ามาทางนี้มันได้ทั้งเงินทั้งกล่องไง คือได้ทั้งเงินทั้งชื่อเสียงได้ทั้งค่าตอบแทนซึ่งเป็นที่น่าพอใจมาก เพราะฉะนั้นสถาปนิกจำนวนมากก็ใฝ่ฝันที่จะมีความสำเร็จในงานส่วนนี้ ส่วนการแก้ปัญหางานสถาปัตย์ในส่วนอื่น บางครั้งจะเป็นการกุศลด้วยซ้ำไป หรือได้ค่าตอบแทนซึ่งพอเลี้ยงชีพได้เท่านั้น มันไม่สามารถมีมากเท่ากับระดับที่ทำงานสนองกลุ่มทุน มันก็เป็นธรรมดาที่คนจำนวนมากจะไม่สนใจ

ถ้างั้นมันควรจะเริ่มจากตรงไหนดีครับ เริ่มที่ระบบการศึกษาซึ่งไม่เน้นด้านทุนนิยมเพียงด้านเดียว หรือว่าเริ่มที่ตัวสถาปนิกเองดี ถ้าจะให้มันสมดุลมากกว่านี้ ให้สถาปนิกไม่กระจุกตัวอยู่แค่ในระบบทุนนิยมอย่างเดียวอย่างในทุกวันนี้

มันก็เหมือนในวิชาชีพอื่นๆซึ่งคนกลุ่มใหญ่จะเดินทางไปตามแนวที่เป็นของระบบทุน เพราะฉะนั้นในปัจจุบันนี้ในทางเศรษฐศาสตร์ก็ดี ก็มีคนจำนวนหนึ่งเริ่มที่จะตั้งคำถามว่า ระบบเศรษฐศาสตร์ทุนนิยมที่ได้รับจากตะวันตกมาเนี่ย มันถูกต้องทั้งหมดรึเปล่า มันเป็นคำตอบให้กับสังคมทั้งหมดรึเปล่า ซึ่งเค้าก็รู้กันว่ามันไม่ใช่ มันจะต้องมีคำตอบให้กับสังคมส่วนหนึ่ง ซึ่งในปัจจุบันนักเศรษฐศาสตร์ก็เริ่มมีจำนวนหนึ่ง ถึงแม้ไม่มากนักแต่ก็มากขึ้นกว่าเดิม จนกระทั่งมีนักเศรษฐศาสตร์รายหนึ่งไปตั้งหลักสูตรที่สถาบันราชภัฎอุบลราชธานี เพื่อฝึกอบรมคนให้เข้าไปรับใช้สังคมชนบท เป็นเศรษฐศาสตร์รับใช้สังคมชนบท อันนี้ถูกต้องที่สุด แต่ว่าในทางสถาปัตย์เราเนี่ยยังไม่มี แต่ไม่ใช่ไม่มีโอกาสนะ ยกตัวอย่างหลักสูตรสถาปัตยกรรมไทยปริวรรตของเราเนี่ย ถ้าเผื่อทบทวนไตร่ตรองซะหน่อย โอกาสที่จะพัฒนาการฝึกฝนส่วนหนึ่งเพื่อการนี้ก็เป็นได้ คือเริ่มต้นเนี่ยเรามุ่งเน้นที่จะอนุรักษ์สถาปัตยกรรมแบบประเพณีชั้นสูงซึ่งก็ไม่ผิด เพราะว่ามันเป็นมรดกทางวัฒนธรรมของเราซึ่งต้องการคนมาสืบสานต่อเนื่อง แต่ในขณะเดียวกันเมื่อมันไม่ใช่คำตอบของสังคมทั้งหมด ในหลักสูตรเนี่ยน่าจะเปิดโอกาสหรือมีความมุ่งหมายที่จะสร้างสรรค์งานเพื่อสังคมระดับล่าง ไม่ว่าจะในเมืองหรือชนบทซึ่งเค้าต้องการมาก เพียงแต่ไม่มีใครลงไปช่วยเค้าเท่านั้นเอง เค้าต้องการสถาปนิกมากในเวลานี้

ถ้างั้นอาจารย์คิดว่าถ้าเป็นไปตามแนวทางนี้ได้จริง มหาวิทยาลัยของเราจะมีบทบาทแค่ไหนในการผลิตสถาปนิกสู่ชุมชนครับ

มันควรจะมีบทบาทมากเลยล่ะ เพราะมหาวิทยาลัยเราเป็นแห่งเดียวที่ตั้งอุดมการณ์ไว้ว่าจะรับใช้สังคมโดยส่วนรวม ซึ่งสถาบันอื่นๆ…สถาบันในที่นี้ไม่ได้หมายถึงสถาบันการศึกษาหรืออะไรโดยเฉพาะนะ สถาบันทางธุรกิจก็ถือเป็นสถาบัน ซึ่งสถาบันอื่นๆเค้าไม่ได้คิดถึงหรอกเค้าว่าไม่ใช่หน้าที่ของเค้า แต่หน้าที่ของมหาวิทยาลัยเราคือผลิตบัณฑิตเพื่อรับใช้สังคม เพราะฉะนั้นคำว่าสังคมจึงควรมองสังคมในวงกว้าง มากกว่าสังคมทุนนิยมแต่เพียงฝ่ายเดียว ซึ่งผมไม่ปฏิเสธนะว่าจำเป็นต้องมีสถาปนิกเข้ามารับใช้กลไกนี้ ไม่มีกลไกนี้สังคมโดยรวมก็อาจเดินลำบาก แต่ในขณะเดียวกันสังคมอีกส่วนที่เราพูดถึงเนี่ยก็จำเป็นต้องมีสิ่งเกื้อกูลเค้า มิฉะนั้นนอกจากเค้าจะทุกข์ทรมานจากสถาปัตย์ที่มันไม่เหมาะต่อสภาพแวดล้อมและดินฟ้าอากาศ มันจะทำให้เสียเศรษฐกิจซึ่งเค้ามีน้อยอยู่แล้ว และเสียทรัพยากรที่ดีโดยไม่จำเป็น

แล้วปัจจุบันอาจารย์คิดว่าปัญหาหลักๆที่เค้าประสบอยู่มีอะไรบ้างครับ

ว่ากันง่ายๆเลย ตั้งแต่พื้นฐานคือเรือนที่พักอาศัยปัจจุบันนี้ทั่วทั้งประเทศไทยเท่าที่ดูมา เค้าเริ่มจะนิยมบ้านแบบบ้านจัดสรรที่มีแบบจากกรุงเทพฯซึ่งอันนั้นผมก็ไม่ปฏิเสธนะ ไม่ปฏิเสธเพราะว่าเราถูกสอนและประพฤติปฏิบัติในสังคมเราจนกระทั่งมีความนิยมอย่างรุนแรงว่าสิ่งที่มาจากภาคกลางจากส่วนกลางเนี่ยเป็นของดีงาม แต่ปัญหาก็คือว่าไม่มีผู้ออกแบบที่เข้าใจพื้นฐานพอ และไม่มีผู้รับเหมาที่เข้าใจปัญหาพื้นฐานพอ อย่างเดิมเนี่ยบ้านเค้า  2 ชั้น กลางคืนขึ้นไปนอนกลางวันก็ลงมาข้างใต้เพราะว่าไม่ร้อน แต่ทั่วไปเนี่ยทุนก็จำกัดเค้าเลยสร้างเป็นชั้นเดียวติดดิน แต่หลังคาเนี่ยไม่มีฉนวนที่ดี ซึ่งฉนวนที่ดีไม่จำเป็นต้องตารางเมตรละ 2 พัน 3 พันนะ ฉนวนที่ดีก็คือโฟมง่ายๆนี่แหละ สอดโฟมเข้าไปที่ใต้เพดานแล้วก็เปิดช่องให้มีการระบายอากาศเท่านี้ก็ไม่ร้อน แต่ปัจจุบันสร้างทึบหมดเลย ทำไปตามที่เค้าเข้าใจว่าฝ้าต้องปิดหมด เพราะฉะนั้นกลางวันจะร้อนตับแตกเลย ซึ่งมันอยู่ไม่ได้เป็นความทารุณเลยล่ะ

ปัญหานี้อาจารย์คิดว่ามีส่วนมาจากระบบการปกครองของประเทศเราไหมครับ ที่มีอยู่ยุคหนึ่งทุกสิ่งทุกอย่างจะถูกส่งไปจากส่วนกลางทั้งหมดทำให้ลืมความเป็นท้องถิ่นไป

นั่นเป็นธรรมดา แต่ปัญหาที่ว่านี้น่ะไม่เกี่ยวกับอำนาจทางการเมือง เป็นปัญหาจากการขาดความรู้ความเข้าใจของท้องถิ่น คือได้แต่รูปแบบกว้างๆไปแต่ไม่มีความรู้ที่จะจัดการให้เข้ากับสภาพแวดล้อมของตัว ซึ่ง วันนี้สถาปนิกที่เข้าใจปัญหาต้องลงไปแก้ให้เค้า โดยดูจากรากฐานวัฒนธรรมของเค้าเลยหรือดูจากสถาปัตยกรรมพื้นฐานของเค้าเลยว่าเค้าเป็นมายังไง อันนี้นะเดิมทีมันเป็นภูมิปัญญาของเค้า แต่ว่าไอ้สังคมชุมชนเค้าเนี่ยตามไม่ทันโลกสมัยใหม่ซึ่งเปลี่ยนไปเร็วมาก และไปว่าเค้าก็ไม่ได้เพราะพูดตามจริงเค้าไม่มีความจำเป็นต้องเปลี่ยนมาก แต่ว่าไอ้ระบบเศรษฐกิจต่างๆกลไกจากส่วนกลางเนี่ยมันบีบให้เค้าต้องเปลี่ยน จะเต็มใจหรือไม่เต็มใจก็ต้องเปลี่ยน เพราะฉะนั้นเค้าไม่ได้พัฒนาไง เดิมทีเค้าแก้ปัญหาของเค้าได้อย่างหมดจดเพราะค่อยๆพัฒนาตามธรรมชาติ แต่ปัจจุบันนี้เค้าไม่มีโอกาสพัฒนาเลย มันหักเลย หักด้ามพร้าด้วยเข่าเลย เพราะฉะนั้นเค้ารับไม่ทันและอีกอย่างนึงเค้าไม่มีเวลา กับระบบที่เค้าทำมาหากินเอาเป็นเอาตายเนี่ย ทำให้เค้าไม่มีเวลามาให้ความสำคัญกับส่วนอื่น เมื่อก่อนนี้เค้าเป็นเองทั้งสถาปนิก ทำนา ทอผ้าเอง แต่เดี๋ยวนี้มันไม่มีเวลา แล้ววิถีชีวิตมันก็เปลี่ยนไปแล้ว เพราะฉะนั้นสถาปนิกซึ่งฝึกฝนมาอย่างดีน่าจะเข้าไปช่วยเค้าในส่วนนี้

ในฐานะที่เป็นนักศึกษาควรเริ่มปฏิบัติตัวยังไงครับ สำหรับการเริ่มต้นสู่การออกไปรับใช้ชุมชน

เอาง่ายๆเลย นักศึกษามีโอกาสอย่างน้อย 2 ครั้ง ครั้งหนึ่งเป็นการฝึกงานอาชีพ ซึ่งอาจจะมีการออกไปฝึกจริงๆลงสู่ชุมชนเลย หรืออีกครั้งหนึ่งในภาคฤดูร้อนที่จะให้นักศึกษาเลือกเรียนในวิชาที่ลงชุมชน และควรทำอย่างเป็นระบบและอย่างจริงจังให้เค้าสัมผัสกับสภาพจริงๆ ครั้งหนึ่งตอนที่มี 14 ตุลาน่ะ สายวิชาอื่นๆเค้าเริ่มมองสังคมในสายตาที่ว่าต้องเปลี่ยนแปลง แต่น่าตกใจที่สถาปนิกบางท่านไม่นำพา คือประมาณว่าหากสถาปนิกลงไปสู่ชุมชนระดับล่างเนี่ย มันเหมือนเอามีดทองไปโค่นต้นมะม่วงซึ่งน่าตกใจมาก ที่เป็นงี้เพราะว่าเค้าถูกฝึกมาด้วยอุดมการณ์ที่รับใช้สังคมทุนนิยม เพราะฉะนั้นเค้าเลยนึกว่าตัวเองเป็นคนระดับบน ซึ่งไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับคนระดับล่าง ซึ่งในความเป็นจริงมันไม่ใช่แบบนั้น แต่เราปฏิเสธกันมาซะเคยเราถูกอบรมมาแต่เดิมว่าสถาปนิกคือคนระดับสูงของสังคม เพราะฉะนั้นโอกาสที่จะลงมาในระดับล่างเนี่ยค่อนข้างจะยาก ควรนะควรมีนักศึกษาจำนวนหนึ่ง ไม่ต้องมากหรอกไม่ถึง 5% หรอก ซักแค่ 2-3% ที่ให้ความสนใจในด้านนี้และลงไปช่วยเค้าจริงๆซึ่งจะเกิดประโยชน์มาก ในทางการศึกษาเนี่ยเค้ามีครูเดินสอน เค้ามีคนจำนวนหนึ่งแต่เค้าก็มี ที่จะเข้าสู่สังคมระดับล่าง สถาปนิกเองก็ควรจะมีในรูปแบบเดียวกัน ไม่ต้องไปช่วยออกแบบไปช่วยแนะนำก็ยังดี ให้ชาวบ้านเค้าทำกันได้ไม่ต้องไปออกแบบให้มันยุ่งยากหรอก

แล้วอาจารย์คิดว่า ในสภาพความเป็นจริงความเป็นไปได้ที่จะทำอย่างนั้นมันมีแค่ไหนครับ พูดถึงในแง่ที่ว่าค่าตอบแทนที่ได้จะพอกินพอใช้รึเปล่า แล้วมันจะไปด้วยกันได้มั๊ยกับระบบเศรษฐกิจในยุคปัจจุบัน

ก็ต้องสามารถเลี้ยงตัวได้ โดยระบบกลไกต่างๆก็เหมือน NGO ไง มันจะมีองค์กร มีมูลนิธิ เพราะการลงไปทำพวกนี้น่ะ มันไม่ใช่อาสาสมัครฟรีๆนะ คนไทยเราเข้าใจผิดว่าทำของพวกนี้ต้องฟรี จริงๆไม่ใช่ มันคือการดำรงชีพอย่างหนึ่ง อย่างมีค่าตอบแทน แต่ต้องยอมรับอย่างหนึ่งว่ามันไม่สูงเท่าสถาปนิกสำนักงาน ซึ่งปัจจุบันองค์กรอย่างนี้ไม่มีเลย ควรจะมีในทำนองนี้คือไม่ต้องห่วงเรื่องค่าตอบแทน มันมีมาก แต่ว่าต้องจัดการเป็น มีแหล่งทุนเยอะแยะทั้งทุนในประเทศทั้งทุนสากล แต่ว่าต้องจัดการเป็น ซึ่งความจริงผมเชื่อว่าถ้าเผื่อผ่านหลักสูตรการศึกษาทางสถาปัตย์แล้วเนี่ย ส่วนใหญ่ก็เป็นคนจัดการเป็นวางแผนเป็น เพียงแต่ว่ามีความตั้งใจหรือเปล่าเท่านั้น

แล้วในอนาคตอาจารย์คิดว่าอุดมการณ์แบบนี้ มันจะพัฒนาไปในทิศทางใดครับ

คือครั้งหนึ่งนะ ตอนที่มีอบต.ใหม่ๆน่ะ เค้าต้องการสถาปนิกมาก เค้าเลยประกาศเชิญชวนให้สถาปนิกลงไปช่วยเค้า แต่ตอนนั้นประมาณ 5-6 ปีมาแล้ว เงินเดือนมันเจ็ดพันห้าเองนะ มันก็เลยไม่มีใครไปไง ผมบอกแล้วไงเค้าต้องการสถาปนิกแต่เค้ามีให้เท่านั้นน่ะ เค้าไม่มีไง

คือสามารถยืนยันได้เลยใช่มั๊ยครับว่าเค้าต้องการสถาปนิก เพราะสถาปนิกส่วนใหญ่จะคิดว่า เค้าไม่ต้องการหรอกเค้าแค่อยู่ไปวันๆตามมีตามเกิด แต่จากที่อาจารย์บอกมาแสดงว่าเค้าต้องการ ชัดเจนมากเลยนะครับ

ใช่ๆ เค้าต้องการคนไปช่วยแก้ปัญหา เค้าไม่ต้องการความสวยงามเท่าไหร่หรอก แค่ไปช่วยแก้ปัญหาที่เค้ามีอยู่ที่เกี่ยวกับงานสถาปัตยกรรม เกี่ยวกับชุมชน ไม่ถึงกับผังเมืองหรอกนะ ชุมชนระดับนั้นน่ะเค้าต้องการมาก เพียงแต่ว่าเราไม่เอาเค้าด้วยเท่านั้นเอง ขณะนี้นะ มีคณะสถาปัตย์เปิดเยอะมาก แล้วถ้าเผื่อล้นงานเนี่ยส่วนที่ล้นจะไปมั๊ย แต่มันก็ไม่ดีอย่างนึงคือถ้าล้นงานแล้วไปเนี่ย มันก็ไม่เต็มใจใช่มั๊ย ไปเพราะความจำเป็นน่ะมันคงไม่ได้ผล ควรไปด้วยใจจริงๆมันก็จะได้ผลเต็มที่ ทางแพทย์ศาสตร์เค้าทำสำเร็จมาแล้วนะ มีอยู่ครั้งนึงเคยผลิตแพทย์สู่ชนบท นักศึกษาแพทย์ที่จบใหม่ก็จะถูกส่งลงสู่ชนบทเลย ลงไปสัมผัสไปซึมซับกับวิถีชาวบ้านจริงๆ ทางเค้าก็ทำสำเร็จมาแล้ว แต่ของสถาปัตย์เรานี่ยังไม่มี แต่ก็หวังว่าจะมีในอนาคตนะ

สุดท้ายแล้วนะครับ คือเท่าที่ฟังมาทั้งหมดน่ะครับ มันทำให้มองเห็นภาพว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นมันไม่ได้เกิดขึ้นมาและดำรงอยู่อย่างโดดๆ แต่มันเชื่อมโยงกับปัญหาอื่นๆด้วย ดังนั้นควรทำยังไงที่จะจัดการไปพร้อมๆกันทั้งระบบได้

ใช่เลยๆ มันสัมพันธ์กันไปหมด ทั้งเรื่องเศรษฐกิจ เรื่องวิถีชีวิต ค่านิยม สัมพันธ์กันทั้งนั้น ถ้าจะแก้มันก็จะต้องแก้ทั้งระบบอย่างที่คุณว่าน่ะ แต่ในฐานะสถาปนิกเองเราก็สามารถเริ่มต้นทำได้เลย เริ่มที่จิตสำนึกของตัวเราก่อน ไม่ต้องรอระบบหรอก เริ่มได้เลย เริ่มที่ตัวเองนี่แหละ

…เริ่มตั้งแต่วันนี้ได้เลย…

 

สถาปนิกเป็นส่วนหนึ่งของสังคมและเป็นส่วนสำคัญที่จะร่วมสร้างสรรค์สังคมให้เจริญและพัฒนาขึ้น แต่ต้องเริ่มที่จิตสำนึกเป็นอันดับแรก จิตสำนึกที่จะทำเพื่อส่วนรวม จิตสำนึกที่จะมุ่งพัฒนาสังคมและประเทศให้เจริญก้าวหน้าโดยไม่ละทิ้งรากเหง้าของเราเอง โดยเฉพาะในสังคมไทยซึ่งยังมีปัญหาทางสถาปัตยกรรมที่ยังขาดการเข้าไปดูแลอยู่ในทุกระดับ จึงควรมีสถาปนิกเข้าไปดูแลและจัดการในทุกๆระดับอย่างเท่าเทียมกัน เพื่อให้ทุกภาคทุกส่วนของสังคม ก้าวย่างร่วมกันไปอย่างมั่นคงมุ่งสู่ความเจริญรุ่งเรืองสืบต่อไป

Image / Photo : http://www.komchadluek.net/detail/20140107/176297.html

Comments

comments