Book review : Ultra Low Tech Architecture

Book review : Ultra Low Tech Architecture

ครั้งหนึ่ง เสกสรร ศุขพิมาย หรือ “เสก” ยอดนักร้องและนักดนตรีมากฝีมือ ได้เคยให้สัมภาษณ์ในรายการโทรทัศน์รายการหนึ่ง ถึงที่มาของชื่อวงของเขาว่า เกิดจากการที่เขาเห็นว่าคนในสังคมนี้พากันเชิดชูแต่คนรวยและมีสถานะทางสังคมสูง หรือที่เรียกกันติดปากว่า “ไฮโซ” (High-Society) คนจนหรือคนระดับล่างมักไม่ได้รับการเหลียวแล ราวกับว่าไม่มีตัวตนในสังคม นั่นเองจึงกลายเป็นที่มาของชื่อวง “โลโซ” (Low-Society) ซึ่งเขาได้ตั้งขึ้นแบบ “กึ่งอำ-กึ่งประชด” สังคม ทั้งนี้ก็เพื่อสะท้อนให้เห็นถึงการมีตัวตนของคนระดับล่าง ซึ่งจะว่าไปแล้วคือคนส่วนใหญ่ของประเทศ และด้วยท่วงทำนองผสานกับเนื้อหาของเพลงที่เข้าถึงใจมหาชนในวงกว้าง จึงทำให้เพลงของวงโลโซเป็นมากกว่าแค่ความบันเทิง หากแต่เป็นเสมือนบทกวีที่บอกเล่าชีวิต และช่วยสถาปนาการมีอยู่ของคนระดับล่าง ที่ต่อมาได้กลายเป็นพลังหลักในการชี้นำทิศทางของวงการเพลงในเมืองไทย

แม้จะต่างกรรมต่างวาระกันอยู่บ้าง แต่หนังสือ Ultra Low Tech Architecture ก็มีส่วนคล้ายคลึงกับ “ปรากฏการณ์โลโซ” อยู่ไม่น้อย ตรงที่เป็นหนังสือที่พยายามนำเสนอภาพของสถาปัตยกรรมแบบ Low Technology ท่ามกลางกระแสความนิยมสถาปัตยกรรมที่เน้นความหวือหวา และรูปลักษณ์ที่แปลกล้ำสมัยแบบ High Technology จนครองสื่อเป็นส่วนใหญ่ของโลกในขณะนี้ ทำให้สถาปัตยกรรมที่เน้นการใช้วัสดุพื้นๆ สร้างด้วยกรรมวิธีง่ายๆ ไม่ซับซ้อน แบบ Low Tech ต้องมีสถานภาพที่ไม่แตกต่างไปจากคนระดับล่างในสังคม ที่ไม่ค่อยได้รับการเหลียวแล และมักถูกตีค่าว่าอยู่ในสถานะที่ด้อยกว่าสถาปัตยกรรม Hi Tech อยู่เสมอๆ ความน่าสนใจของหนังสือเล่มนี้จึงอยู่ที่ การช่วยให้สังคมสถาปัตย์ได้รับรู้ถึงการมีอยู่ของงานที่เรียกตัวเองว่า “สถาปัตยกรรม Ultra Low Tech”

IMG_1611

ก่อนที่จะได้ชมผลงานออกแบบทั้ง 26 ชิ้น หนังสือเล่มนี้ได้แสดงภาพกราฟิก สำหรับเป็นไกด์ในการเยี่ยมชมแต่ละชิ้นงานได้อย่างเข้าถึงมากยิ่งขึ้น ในการฟิกนั้นจะเป็นแผนภาพที่เป็น “คีย์” ในการทำความเข้าใจถึงคุณสมบัติของแต่ละชิ้นงาน ซึ่งคีย์ที่ว่านั้นแบ่งออกเป็น 2 หมวดใหญ่ๆ หมวดแรกว่าด้วย การใช้วัสดุ ซึ่งวัสดุแต่ละประเภท ไม่ว่าจะเป็น ไม้ไผ่ ไม้ หรือวัสดุรีไซเคิลชนิดต่างๆ จะมีสัญลักษณ์ที่แตกต่างกันไป ในส่วนของหมวดที่สอง เป็นหมวดของ คาแรกเตอร์ทางด้านเทคนิค ของงานแต่ละชิ้น ที่มีทั้งการเก็บน้ำและหมุนเวียนนำกลับมาใช้ใหม่ การใช้พลังงานแสงอาทิตย์ การระบายอากาศแบบธรรมชาติ หรือการประยุกต์วิธีการก่อสร้างแบบท้องถิ่น เป็นต้น สัญลักษณ์ หรือคีย์ ทั้งหมดนี้ จะปรากฏอยู่ในส่วนข้อมูลพื้นฐานของแต่ละชิ้นงาน เพื่อให้ผู้อ่านได้ทราบถึงภาพรวมของงานนั้นๆ ได้อย่างง่ายและรวดเร็ว

ผลงานที่มีส่วนประกอบจากวัสดุธรรมชาติ นับว่าเป็นชนกลุ่มใหญ่ในหนังสือเล่มนี้ เนื่องจากเป็นวิธีที่เหล่าบรรดาสถาปนิกเลือกใช้กันมากที่สุด ซึ่งภายในเล่มจะแสดงให้เห็นถึงการใช้วัสดุธรรมชาติที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นการใช้ไม้ไผ่ใน A forest for a Moon Dazzler บ้านพักอาศัยขนาดเล็กผลงานของ Benjamin Garcia Saxe ซึ่งเป็นงานที่ได้รับเลือกให้ขึ้นปกหนังสือเล่มนี้ งานไม้ไผ่ที่น่าสนใจอีกชิ้นเป็นของสถาปนิกชาวเวียดนาม Vo Trong Nghia กับเวียดนามพาวิลเลี่ยน ในงานเอ๊กซ์โปร 2010 ที่เซี่ยงไฮ้ รวมทั้งผลงานหลายชิ้นของ Tyin Tegnestue และ 24 > architecture ที่ต่างก็ใช้ไม้ไผ่เป็นส่วนประกอบหลักเช่นกัน นอกจากนี้ยังมีผลงานอีกหลายชิ้นที่นำเศษไม้ที่ใช้แล้วมาหมุนเวียนใช้ใหม่ เช่น Meditation Temple ห้องสำหรับทำสมาธิขนาดกะทัดรัด หรือจะเป็น Petaluma Studio ห้องเก็บของที่แสนจะเล็กและเรียบง่าย เป็นต้น

IMG_1612

นอกจากการใช้วัสดุธรรมชาติแล้ว หลายชิ้นงานยังนิยมใช้วัสดุสมัยใหม่มาเป็นองค์ประกอบของงาน โดยที่วัสดุสมัยใหม่นั้นๆส่วนใหญ่จะเป็นวัสดุที่ผ่านการใช้งานแล้ว และไม่สามารถย่อยสลายได้โดยง่าย โดยจะนำมาหมุนเวียนใช้ใหม่ผสมผสานกับวัสดุจากธรรมชาติ เช่นในชิ้นงาน Hoyoke Cabin ที่ผู้ออกแบบนำตู้คอนเทนเนอร์เหล็กมาผสานกับไม้ จนเกิดเป็นบ้านพักอาศัยขนาดย่อมๆ หรือการใช้แผ่นสังกะสีมาทำเป็นผนังภายนอกที่ช่วยห่อหุ้มผนังภายในอาคาร Pabellon Bienal XVI ซึ่งทำจากกระดาษรีไซเคิล

สำหรับผลงานบางชิ้น อาจมีความแปลกออกไปบ้าง จนไม่แน่ใจว่าจะสามารถจัดหมวดหมู่อยู่ในจำพวกสถาปัตยกรรมได้หรือไม่ ตัวอย่างเช่น Temporary Pavilion อัฒจรรย์ชั่วคราวทรงโค้งที่ได้จากการนำลังไม้เก่ามาวางซ้อนเรียงกันบริเวณจัตุรัสเล็กๆ กลางเมือง สำหรับเป็นที่นั่งชมกิจกรรมต่างๆ รวมทั้งผลงาน Commodulate ที่นำกล่องพิซซ่า มาจัดเรียงเป็นงานศิลปะได้อย่างน่าสนใจ

IMG_1613

แม้ผลงานทั้ง 26 ชิ้น ที่นำมาแสดงในหนังสือเล่มนี้ ล้วนมีภาพรวมที่ไปในทิศทางเดียวกันคือ เป็นงานในสเกลเล็กๆ หรือไม่ใหญ่มาก ได้รับการก่อสร้างด้วยเทคโนโลยีขั้นพื้นฐาน ผ่านการออกแบบบนพื้นฐานของความเรียบง่าย ไม่ซับซ้อน หรือหลายชิ้นงานอาจเรียกได้ว่า “บ้านๆ” หากแต่ผลงานทุกชิ้นเป็นงานที่เปี่ยมไปด้วยพลังแห่งการสร้างสรรค์ รู้จักการดัดแปลงวัสดุต่างๆ บนเงื่อนไขของข้อจำกัดทั้งทางด้านสภาพภูมิประเทศ ภูมิอากาศ และแรงงาน ทุกชิ้นงานจึงสามารถเป็นตัวแทนที่ดี ของการใช้ทรัพยากรที่มีอยู่จำกัดได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด และที่สำคัญที่สุด ผลงานทุกชิ้นล้วนแสดงให้เห็นถึงความ “มีรสนิยม” อันควรค่าแก่การเคารพและให้เกียรติ ที่ไม่ได้ยิ่งหย่อนไปกว่าสถาปัตยกรรมชิ้นอื่นใดบนโลกใบนี้ หนังสือเล่มนี้จึงเป็นมากกว่าหนังสือธรรมดา ซึ่งนอกจากจะช่วยสถาปนาการมีอยู่ของสถาปัตยกรรมที่เรียกตัวเองว่า Low Tech ให้สังคมวงกว้างได้รับรู้ แล้วยังช่วย “ปลดแอก” สถาปัตยกรรมระดับล่าง ให้ก้าวขึ้นมายืนเคียงบ่าเคียงไหล่กับสถาปัตยกรรมประเภทอื่นๆ ได้อย่างเต็มภาคภูมิ

Comments

comments