บ้านเฮือนธรรม + สัมภาษณ์

บ้านเฮือนธรรม + สัมภาษณ์

จากความตั้งใจร่วมกันระหว่าง เจ้าของบ้านกับสถาปนิกผู้ออกแบบ ที่ต้องการสร้างบ้านที่มีความอ่อนน้อมต่อธรรมชาติ อยู่ร่วมกับธรรมชาติอย่างเป็นมิตร สอดคล้องกับการใช้หลักพุทธธรรมเป็นหลักในการดำเนินชีวิตประจำวัน จึงทำให้บ้านเฮือนธรรมแห่งนี้ มิใช่แค่สถาปัตยกรรมหรือสิ่งก่อสร้างเพียงเท่านั้น หากแต่เป็น “ระบบนิเวศ” ขนาดย่อม ซึ่งประกอบด้วย คน ธรรมชาติ และพุทธธรรม ที่ดำรงอยู่ร่วมกันอย่างเกื้อกูล โดยมีไม้เป็นวัสดุสำคัญในการสร้างให้ระบบนิเวศแห่งนี้ได้มีชีวิตขึ้นมา

บ้านเฮือนธรรมแห่งนี้ ตั้งอยู่ในท้องที่อำเภอหางดง จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งสภาพโดยรอบของที่ตั้งนั้นมีความเป็นธรรมชาติอยู่อย่างสูง คุณสมยศ สุภาพรเหมินทร์ และ คุณอูซาโบโระ ซาโตะ ผู้เป็นเจ้าของบ้าน จึงมีความตั้งใจที่จะสร้างบ้านหลังนี้ สำหรับเป็นที่ใช้ชีวิตในบั้นปลายอย่างสงบ ท่ามกลางสภาพแวดล้อมที่เป็นธรรมชาติ โดยมีคุณนันทพงศ์ เลิศมณีทวีทรัพย์ สถาปนิกจาก อาศรมสถาปนิกชุมชนและสิ่งแวดล้อม รับหน้าที่ผู้ออกแบบ ร่วมกับเจ้าของบ้าน ผู้รับเหมา และหมู่กัลยาณมิตร โดยมุ่งหมายให้ทุกชีวิตภายในชุมชนเล็กๆ แห่งนี้ ดำเนินวิถีตามหลักพุทธธรรม มีความอ่อนน้อมต่อธรรมชาติ และเป็นที่ที่ทุกชีวิตจะมีความสงบสุขทางใจและทางกายอย่างแท้จริง

KNX_6723

ในขั้นตอนการออกแบบและก่อสร้าง จะให้ความสำคัญต่อการเคารพธรรมชาติดั้งเดิมเป็นอย่างมาก เรือนทุกหลังได้รับการออกแบบให้แทรกตัวอยู่ท่ามกลางธรรมชาติ โดยไม่มีการตัดต้นไม้ที่มีอยู่เดิมแม้แต่ต้นเดียว มีการวางผังที่เอื้อให้เกิดการอยู่ร่วมกันแบบชุมชน ซึ่งประกอบด้วย เรือนหลัก ได้แก่ เรือนเจ้าของบ้าน เรือนพี่สาว เรือนพักหลวงพ่อ และศาลาธรรม สำหรับรองรับเหล่ากัลยาณมิตรผู้มาปฏิบัติธรรม วางรวมกลุ่มกัน โดยมี “ข่วง” หรือลานอเนกประสงค์เป็นศูนย์กลาง และมี อาคารสำนักงาน เรือนแม่บ้าน หอดูดาว และเรือนจอดรถ ทำหน้าที่เป็นอาคารบริการอยู่โดยรอบ

รูปแบบทางสถาปัตยกรรมของเรือนทุกหลังนั้น มีการประยุกต์ภูมิปัญญาพื้นถิ่นของชาวบ้านมาใช้ในการออกแบบ ทั้งภาษาสถาปัตยกรรมที่เรียบง่าย ชัดเจน และตรงไปตรงมา รวมทั้งการนำวัสดุท้องถิ่นอย่างไม้มาใช้เป็นองค์ประกอบหลัก เพื่อให้เกิดความรู้สึกที่อ่อนโยน นิ่มนวล และใกล้ชิดธรรมชาติ รูปทรงของอาคารได้แรงบันดาลใจมาจากเรือนพื้นถิ่นที่พบได้ในแถบนั้น ฝาเรือนส่วนใหญ่จะใช้จังหวะฝาเรือนแบบยุ้งข้าว คือมีโครงเคร่าด้านนอก และภายในเป็นฝาเรียบ ซึ่งในขั้นตอนของการก่อสร้าง สถาปนิกต้องลงไปคลุกคลีทำงานและเรียนรู้กับช่างไม้ท้องถิ่นอย่างใกล้ชิด ในการร่วมกันแก้ปัญหา และคิดค้นหาเทคนิควิธีการต่างๆ เพื่อให้งานไม้ที่ออกมา มีความสมบูรณ์ตรงตามแบบมากที่สุด

ตลอดขั้นตอนตั้งแต่การออกแบบจนถึงขณะทำการก่อสร้าง บ้านเฮือนธรรมมีการปรับปรุง เปลี่ยนแปลง และเพิ่มเติมการใช้งานพื้นที่บางส่วนตลอดเวลา  แม้กระทั่งเมื่อก่อสร้างแล้วเสร็จก็ยังคงมีการปรับเปลี่ยนอยู่เสมอ บ้านเฮือนธรรมแห่งนี้ จึงคล้ายกับ “สิ่งมีชีวิต” ที่มีการเติบโต มีวิวัฒนาการที่ปรับเปลี่ยนไปตามกาลเวลา เพื่อสนองต่อการใช้งานให้เกิดประโยชน์สูงสุดในช่วงเวลานั้นๆ

Panorama 6

บทสัมภาษณ์

คุณนันทพงศ์ เลิศมณีทวีทรัพย์, อาศรมสถาปนิกชุมชนและสิ่งแวดล้อม สถาบันอาศรมศิลป์

กระบวนการออกแบบบ้านเฮือนธรรมหลังนี้ ถือเป็นส่วนหนึ่งของการเรียนของ คุณนันทพงศ์ เลิศมณีทวีทรัพย์ ที่สถาบันอาศรมศิลป์ โดยมีเป้าหมายสำคัญคือสร้างการเรียนรู้ไปพร้อมกับการลงมือปฏิบัติจริง คุณนันทพงศ์ จึงต้องเข้าไปฝังตัวอยู่ในพื้นที่ก่อสร้างจริงเป็นเวลาแรมเดือน เพื่อค้นหารูปแบบของงานสถาปัตยกรรมที่จะเหมาะสมกับพื้นที่นี้อย่างแท้จริง โดยเฉพาะในขั้นตอนการก่อสร้าง ที่จำเป็นต้องศึกษาเทคนิคในการใช้ไม้อย่างละเอียด เพราะไม้ถือเป็นวัสดุหลักของงานชิ้นนี้ การใช้ไม้จึงเป็นหัวใจสำคัญในการสร้างให้บ้านเฮือนธรรมมีความสมบูรณ์ตามที่ได้ตั้งใจไว้

การใช้ไม้ในงานนี้ มีความเชื่อมโยงกับหลักธรรมะอย่างไรบ้าง

เป้าหมายหนึ่งในการออกแบบเรือนแห่งนี้คือ การใช้หลักพุทธรรมเป็นแสงสว่างแห่งการดำเนินชีวิต ซึ่งสาระของธรรมมะที่แท้จริงนั้น ก็คือธรรมชาติที่ปราศจากความจีรัง ปราศจากความเที่ยงนั่นเอง เฉกเช่นเดียวกับไม้อันเป็นผลิตผลของธรรมชาติ เติบโตท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงในแต่ละฤดูกาลตามธรรมชาติ จวบจนสิ้นอายุขัยก็จะย่อยสลายลงสู่ผืนดินและแทรกซึมกลับไปเป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ วนเวียนอยู่ตามวัฏจักรของตัวมันเอง การอยู่อาศัยภายใต้เรือนที่ปลูกสร้างด้วยไม้จะคอยย้ำเตือนให้เราตระหนักถึงความไม่จีรัง ความไม่เที่ยงอันเป็นวัฏฏะได้อย่างดี

KNX_5869

ไม้ที่ใช้ในบ้านเฮือนธรรมมีกี่ชนิด ใช้ในส่วนไหนบ้าง และมีแหล่งที่มาจากไหน

หลักๆ แล้ว ไม้ที่เลือกนำมาใช้มีอยู่ 3 ชนิด คือ ไม้สัก ไม้เต็ง และไม้ยาง จากคำแนะนำของช่างที่ดูแลการก่อสร้างทำให้เราพบกับโรงไม้ที่มีไม้สักโบราณคุณภาพดีและราคาย่อมเยา ไม้เหล่านี้เจ้าของโรงไม้ได้มาจากการรื้อบ้านไม้โบราณในพื้นที่ต่างๆ ที่เจ้าของบ้านไม่ใช้แล้วหรือเจ้าของบ้านต้องการจะปรับปรุงบ้านของตนเองด้วยวัสดุชนิดอื่น รวมทั้งไม้สักต้นใหญ่ที่เจ้าของโรงไม้เก็บสะสมไว้อีกจำนวนหนึ่ง ทำให้เราสามารถใช้ไม้ในการก่อสร้างได้อย่างเต็มที่ ส่วนไม้เต็งจากโรงไม้แห่งเดียวกัน เรานำมาใช้กับโครงสร้างบันไดด้วยเหตุผลในการรับน้ำหนักที่ดี สำหรับโครงการนี้ เนื่องจากคุณสมบัติของไม้ยางที่มีความยืดหยุ่นตัวได้ดี จึงถูกทำมาใช้เป็นรายละเอียดบริเวณจุดเชื่อมต่อต่างๆ เพื่อรองรับระหว่างวัสดุ โดยเฉพาะเหล็กกับไม้ เพื่อตอบโจทย์เรื่องการยืดหดตัวของไม้โดยไม่ให้ไปกระทบกระเทือนกับวัสดุอื่นๆ อันจะทำให้ความสวยงามในภาพรวมลดน้อยลง

อะไรคือปัญหาและอุปสรรคของการใช้ไม้ในงานนี้

สิ่งแรกคือปัญหาเรื่องงบประมาณ เนื่องจากไม้เป็นวัสดุที่มีราคาค่อนข้างสูง แต่ก็เป็นความโชคดีของทุกฝ่ายที่เจ้าของบ้านสามารถจัดหาแหล่งไม้ที่ราคาค่อนข้างถูกกว่าราคาท้องตลาดจึงจัดการปัญหาส่วนนี้ไปได้ อย่างไรก็ตามในส่วนของการออกแบบและการก่อสร้างจริงก็ยังมีปัญหาปลีกย่อยอื่นๆ อีก โดยเฉพาะเรื่องการนำไม้มาใช้ร่วมกับวัสดุอื่น เช่น ปูน หรือเหล็ก เป็นต้น เพื่อให้ทุกองค์ประกอบปรากฏความสวยงาม จำเป็นจะต้องจัดการเรื่องรายละเอียดของการเชื่อมต่อไม้กับวัสดุเหล่านั้นให้ลงตัว รวมทั้งการออกแบบวิธีจัดการเพื่อเตรียมพร้อมกับการปรับสภาพยืดหดตัวของไม้ ไม่ให้มีผลกระทบต่องานออกแบบและไม่ให้มีผลกระทบต่อวัสดุอื่นๆ ด้วย แต่อีกมุมมองหนึ่งของการนำไม้มาใช้ สิ่งที่กล่าวมาทั้งหมดนั้นไม่ถือว่าเป็นอุปสรรคของการใช้ไม้ แต่เป็นการเรียนรู้วิธีการทำงานด้วยการหาสิ่งที่เหมาะสมที่สุดเพื่อส่งเสริมคุณค่าของไม้ให้ได้มากที่สุด

Panorama 4-3

คิดว่าอะไรคือเสน่ห์ของไม้ ที่วัสดุอื่นไม่สามารถลอกเลียนแบบได้

แรงดึงดูดของสถาปัตยกรรมไม้ประการแรกๆ คือ ไม้มีสัมผัสที่นุ่มนวล สร้างความรู้สึกประณีตอ่อนโยน ประการต่อมา ไม้มีผลดีต่อสุขภาพของผู้อยู่ ไม้มีการปรับสภาพแวดล้อมภายในตัวของไม้เองอยู่ตลอดเวลา ผู้อยู่สามารถอยู่ได้อย่างสบายในช่วงอากาศร้อน และสามารถอยู่ได้ในอุณหภูมิที่พอดีในช่วงอากาศหนาวเย็น ซึ่งวัสดุอื่นๆ นั้นไม่สามารถตอบโจทย์เช่นนี้ได้ เสน่ห์อีกประการหนึ่งเป็นเพราะรากทางวัฒนธรรมของเรา และวิถีชีวิตของบรรพบุรุษไทยนั้น คือวิถีชีวิตที่อยู่ร่วมกับธรรมชาติ การซึมซับสภาพแวดล้อมที่เป็นธรรมชาติเป็นเสน่ห์ที่อยู่คู่กับการปลูกเรือนของไทยมายาวนาน โดยที่เราอาจจะลืมเลือนไปบ้าง การนำไม้กลับมาใช้กับงานสถาปัตยกรรมอีกครั้งจะทำให้ความรู้สึกต่างๆ นั้นย้อนกลับมา ช่วยนำพาความรู้สึกของเราให้กลับไปผูกพันกับธรรมชาติอีกครั้ง

การทำงานกับไม้ช่วยให้เรียนรู้อะไรใหม่ๆ บ้าง

จากสิ่งต่างๆ ที่ได้กล่าวไปแล้วเกี่ยวกับไม้ ไม้จึงเป็นเสมือนครูจากธรรมชาติ การเลือกใช้ไม้กับงานออกแบบเป็นสิ่งที่ดี แต่เราต้องเข้าใจโมเลกุลที่ประกอบกันขึ้นเป็นไม้แต่ละประเภทให้ถึงแก่นแท้ เพื่อที่จะส่งเสริมให้ไม้สามารถแสดงศักยภาพในงานออกแบบของเราอย่างที่ควรจะเป็น อีกทั้ง ความไม่จีรังตามธรรมชาติของไม้สอนให้เราตระหนักว่า หากเราเลือกใช้ไม้เป็นองค์ประกอบในงานสถาปัตยกรรมแล้ว เราจำเป็นจะต้องรับผิดชอบด้วยการปลูกไม้ขึ้นทดแทน แม้ว่าเราจะไม่ได้อยู่เป็นผู้ใช้แต่สิ่งที่เราทำจะเป็นตัวอย่างให้ผู้ออกแบบและคนรุ่นต่อไปปฏิบัติตาม

KNX_0490

KNX_0464

 

KNX_0072

Image / Photo : อาศรมสถาปนิกชุมชนและสิ่งแวดล้อม, สถาบันอาศรมศิลป์

Comments

comments